ลบ แก้ไข

จับกระแสการประท้วงและ การเคลื่อนไหวต่อต้านการเลือกตั้งในเอเชีย

จับกระแส ฝ่ายค้านต้านเลื

กระแสการประท้วงและ การเคลื่อนไหวต่อต้านการเลือกตั้ง ไม่ได้มีเฉพาะในเมืองไทยเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นพร้อมๆ กันในหลายประเทศทั่วเอเชีย ปรากฏการณ์ฝ่ายค้านต้านเลือกตั้งในไทย เหมือนหรือแตกต่างจากประเทศอื่นๆ อย่างไร 
 
ในประเทศเผด็จการ คนมักมองโลกในแง่ดีว่าประชาธิปไตยคือการมีรัฐบาลที่ประชาชนเลือกเอง เป็นรัฐบาลที่ประชาชนต้องการอย่างแท้จริง แต่ในโลกของความเป็นจริง ประชาธิปไตยไม่ได้ง่ายดายและสวยหรูแบบนั้น และมีหลายประเทศที่ประชาชนเริ่มรู้สึกว่า การเลือกตั้งและประชาธิปไตย กลายเป็นระบอบที่นำมาซึ่งรัฐบาลทรราชย์ที่พวกเขาไม่สามารถกำจัดออกไปได้ และไม่มีทางต่อสู้จนกว่าจะถึงการเลือกตั้งครั้งใหม่ หรือที่เลวร้ายกว่านั้น แม้จะมีการเลือกตั้งกี่ครั้ง พวกเขาก็ไม่เคยได้รัฐบาลที่ต้องการเลยสักครั้งเดียว
 
เหตุการณ์แบบนี้หลายๆ คนอาจจะคิดว่าเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเพียงแห่งเดียว แต่จริงๆแล้วไม่น่าเชื่อว่าภาวะประชาธิปไตยเป็นพิษที่ว่านี้เกิดกับหลาย ประเทศในเอเชียในเวลาไล่เลี่ยกัน นิตยสาร The Economist ตีพิมพ์บทความที่ชื่อว่า The Trouble with democracy พูดถึงปรากฏการณ์ "ปฏิเสธการเลือกตั้ง" ในประเทศที่ประชาธิปไตยยังอ่อนเยาว์เพิ่งหัดเดินอย่างกัมพูชา เนปาล มัลดีฟ บังกลาเทศ รวมถึงไทยและมาเลเซีย ที่ประชาธิปไตยอาจจะไม่อ่อนเยาว์นัก แต่ก็ไม่เต็มใบมาโดยตลอด
 
The Economist เปรียบเทียบสถานการณ์การประท้วงและคว่ำบาตรการเลือกตั้งในหลายประเทศเอเชีย ว่าเกิดจากการที่รัฐบาลพยายามโกงการเลือกตั้งเพื่อให้ตัวเองได้ครองอำนาจต่อ และในขณะเดียวกันพรรคฝ่ายค้านก็ปฏิเสธการเลือกตั้งที่ตนเองไม่มีทางชนะ เห็นได้ชัดเจนในกรณีของบังกลาเทศ ที่พรรคฝ่ายค้าน BNP ไม่ร่วมการเลือกตั้ง และก่อเหตุประท้วง สร้างความรุนแรงขัดขวางการเลือกตั้งทุกวิถีทาง และแม้ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาว่าพรรครัฐบาลเป็นฝ่ายชนะการเลือกตั้ง ครองเสียงข้างมากในสภา ก็ไม่มีท่าทีว่าบังกลาเทศจะก้าวไปข้างหน้า ตราบใดที่รัฐบาลยังไม่สามารถเจรจากับฝ่ายค้านได้เพราะมัวแต่เอาชนะคะคานกัน ทางการเมือง
 
ส่วนในกรณีเนปาล เหตุการณ์ดูจะคลี่คลายไปในทางที่ดีกว่าหลายประเทศที่ว่ามาข้างต้น เพราะถึงแม้ว่าพรรคการเมืองฝ่ายนิยมลัทธิเหมาจะคว่ำบาตรการเลือกตั้งสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา แต่สุดท้ายบรรดาพรรคเหล่านี้ก็ตอบรับคำเชิญของรัฐบาล เข้าร่วมการร่างรัฐธรรมนูญ แม้ว่าการร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นที่ยอมรับสำหรับทุกฝ่ายจะยังเป็นภารกิจที่ ท้านทายนักการเมืองทุกขั้วในเนปาลก็ตาม
 
The Economist มองว่าไทยเองก็ต้องการรัฐธรรมนูญใหม่เช่นเดียวกับเนปาล เพราะระบอบที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ไม่สามารถทำงานได้แล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่น่าสังเกตคือพรรคประชาธิปัตย์ ฝ่ายค้านของไทย ปฏิเสธการเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ไม่ใช่เพราะกลัวว่าการเลือกตั้งจะเป็นไปอย่างไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม แต่เป็นเพราะพรรคกลัวจะแพ้การเลือกตั้ง เนื่องจากไม่เคยได้รับชัยชนะมานานกว่า 20 ปีแล้ว
 
The Economist ยังบอกอีกด้วยว่า พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งควรเปลี่ยนชื่อเป็นพรรค "อประชาธิปัตย์" เนื่องจากไม่เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย ควรจะลองดูตัวอย่างจากในกรณีของมาเลเซียและกัมพูชา แม้ว่าใน 2 ประเทศนี้ พรรคฝ่ายค้านจะมีอิทธิพลน้อยกว่ารัฐบาลอย่างชัดเจน และกล่าวหาว่ารัฐบาลทุจริตการเลือกตั้ง แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมสนามเลือกตั้ง ทั้งๆที่รู้อยู่เต็มอกว่ากติการการเลือกตั้งสร้างความได้เปรียบให้กับพรรค รัฐบาลอย่างมหาศาล 
 
แม้ว่าการเลือกตั้งจะตามมาด้วยการประท้วง ที่วุ่นวาย แต่อย่างน้อยพรรคฝ่ายค้านในมาเลเซียและกัมพูชาก็เรียนรู้ที่จะรอชัยชนะที่ ใกล้เข้ามาทุกที ในทุกครั้งที่พรรคเข้าร่วมการเลือกตั้ง เช่นเดียวกับนายโมฮัมเหม็ด นาชีด อดีตประธานาธิบดีมัลดีฟผู้ถูกรัฐประหาร ที่ยอมรับการพ่ายแพ้การเลือกตั้งเมื่อปีที่ผ่านมาอย่างสง่างาม ด้วยความหวังว่าในการเลือกตั้งครั้งถัดไป เขาจะกลับมาดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศได้อีกครั้ง
 
สุดท้ายแล้ว ปรากฏการณ์เหล่านี้อาจจะสอนให้รู้ว่าสิ่งที่พิสูจน์นักการเมืองในระบอบ ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ไม่ใช่การดูพฤติกรรมของเขาเมื่อชนะการเลือกตั้ง แต่เป็นการรอดูว่านักการเมืองเหล่านั้นรับมือกับความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง อย่างไรต่างหาก



เรียบเรียงโดย KERO uAsean.com
เนื้อหาอ้างอิงจาก  voicetv.co.th/
 

 

 

Editor Bow
ชม 3,785 ครั้ง
 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง


สงวนลิขสิทธิ์ © 2556 uAsean.com มหานครอาเซียน Developed By Upbean