ลบ แก้ไข

'ปรีดิยาธร' ชูไทยฮับการค้า-ลงทุนเออีซี


           ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีของไทย ให้ความเห็นระหว่างการปาฐกถาพิเศษในงาน
"ประชุมสุดยอดเออีซีบวก 3 ก้าวสู่ความมั่งคั่ง ด้วยการเชื่อมโยงภูมิภาค" วานนี้ (3พ.ย.) ว่า ต้องการให้
ไทยขึ้นเป็นประเทศทําการค้าขายสําคัญอันดับหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่กําลัง
จะกลายเป็นกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปลายปี 2558 
       

         โดยเชื่อว่าคนไทยและบรรดานักธุรกิจไทยต่างพูดถึงเออีซีและเริ่มตื่นตัวกับกระแสหลักนี้ที่ผ่านมา
ไทยเป็นประเทศผลิตสินค้าให้กับชาติอื่นมานาน ศักยภาพสินค้าสามารถแข่งขันได้และไทยสามารถผลิต
สินค้าติดอันดับ 1 ของโลกได้ 3 ประเภทจากทั้งหมด 5 ประเภท คือ ยางพารา ข้าว และมันสําปะหลัง
ส่วนน้ําตาลกับน้ํามันปาล์มก็ผลิตได้มากเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย
 

         ในภาคอุตสาหกรรม ไทยอยู่อันดับหนึ่งในการผลิตเซรามิกและทูน่ากระป๋อง ส่งออกเครื่องประดับ
เป็นอันดับ 2 เป็น ผู้ผลิตเมลามีน ผลิตแอร์กับเครื่องซักผ้าติดอันดับต้นๆ สามารถส่งออกสินค้า
อิเล็กทรอนิกส์ฮาร์ดดิสก์และอีโคคาร์ไปทําตลาดทั่วโลก

         เราต้องการบริษัทเทรดดิ้งชาติอื่นๆ เข้ามาทําการค้าขาย มาตั้งสํานักงานเพื่อให้ไทยบรรลเุป้าหมาย ต้องการให้ไทยเป็นประเทศเทรดดิ้งอันดับ 1 ของภูมิภาค อยากเห็นไทยปรับจากประเทศ
เกษตรกรรมไปสู่การเป็นประเทศมีภาคบริการขับเคลื่อน อยากให้ไทยเป็นประเทศค้าขาย เหมือนญี่ปุ่น
สามารถเปลี่ยนจากชาติเกษตรกรรมไปสู่อุตสาหกรรมและการค้าได้โดยมีภาคธนาคารอาเซียนเป็นส่วน
คอยสนับสนุนการค้าการลงทุน

        ม.ร.ว.ปรีดิยาธรมั่นใจว่า ภาคเอกชนไทยเดินหน้าได้เร็ว และพร้อมอย่างมากเรื่องการค้าการลงทุน
ภายในอาเซียนที่ก้าวไปสู่เออีซีในส่วนของรัฐบาลนั้นเขาระบุว่า เพิ่งมีการตั้งกรมกองใหม่ในกรมส่งเสริม
การลงทุน (บีโอไอ) และมีการส่งเสริมการลงทุนของคนไทยในต่างประเทศ

       เราไม่ได้ส่งเสริมแค่บริษัทใหญ่ แต่ยังส่งเสริมเอสเอ็มอีด้วย อยากเห็นเอสเอ็มอีลงทุนมากขึ้น สิ่ง
ต้องทําเพื่อเก็บเกี่ยวประโยชน์จากเออีซีคือไทยต้องลดอุปสรรคโครงสร้างภาษีและออกวีซ่าให้ต่างชาติอยู่
ทํางานได้นานขึ้น ขจัดอุปสรรคเอื้อต่างชาติตั้งสํานักงานบริษัทเทรดดิ้งในไทย ตรงนี้ทางรัฐบาลจะผลักดัน
ให้แก้ไขกฎหมายต่างๆ เพื่อรองรับการค้าการลงทุนเหล่านี้

       ปลายปีหน้าไทยคงได้ประโยชน์อย่างมากจากการเกิดเออีซีเพราะไทยเป็นแชมป์การผลิตสินค้า
เพื่อ ผู้บริโภค เครื่องใช้ไฟฟ้า วัสดุก่อสร้าง เครื่องครัวเรือน รถปิคอัพ ตลอดจนอาหารทะเล บริษัทใหญ่
อย่างปูนซิเมนต์ไทย และ ศรีไทย ไปตั้งโรงงานในประเทศเพื่อนบ้านแล้ว ทั้งอินโดนีเซีย, กัมพูชาและ
เวียดนาม ซึ่งส่งผลดีต่อการค้าและการลงทุนทั้งภูมิภาคอาเซียน


        ม.ร.ว.ปรีดิยาธรแนะนําว่า เออีซีต้องรวมตัวกันมากขึ้น ไม่ควรก๊อบปี้สภาพยุโรป (อียู) 100% ไม่ควรเร่งรีบแต่ให้ทําแบบค่อยเป็นค่อยไป ฝั่งยุโรปเป็นเศรษฐกิจเปิดมานาน แต่ในอาเซียนบางประเทศเดินหน้า เปิดเศรษฐกิจไม่ได้มาก ซึ่งเขาอยากให้ทั้งภูมิภาคสามารถเติบโตไปพร้อมๆ กันได้แผนการรวมเออีซีมีการกําหนดสินค้าการรวมตลาดให้เป็นผลสําเร็จในปี 2558 แต่การเปิดเสรีภาคการเงินกับการสื่อสารที่เร่งรีบให้ทําภายใน 5 ปีนั้น คิดว่าการเปิดเสรีทั้งภาคการเงินและสื่อสาร อาจไม่ต้องรอนาน 5 ปีถึงจะทําได้สําเร็จ แต่ภายใน 2-3 ปีข้างหน้าอาจมีการดําเนินการได้

       นายคริสโตเฟอร์เคลก นักวิเคราะห์อาวุโสของดิอีโคโนมิสต์อินเทลลิเจนซ์ยูนิต ในเครือของดีอีโนโนมิสต์สื่อเศรษฐกิจชั้นนําของอังกฤษ มองว่า ไทยอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับอินโดนีเซีย ที่แนวโน้มเศรษฐกิจจากนี้ไปขึ้นอยู่กับการดําเนินการปฏิรูปอย่างที่ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวถึง

        การพูดให้ข้อมูลถูกต้องน่าสนใจนี้แตกต่างกับการดําเนินการให้เกิดผลสําเร็จในทางปฏิบัติหากรัฐบาลไทยสามารถ ปฏิรูปให้เกิดผลสําเร็จได้จริง และการเมืองในอนาคตมีเสถียรภาพ คิดว่าทําให้เศรษฐกิจไทยสดใสได้เขายังกล่าวถึงภาพรวมการค้าการลงทุนในอาเซียนว่า อีก 4 ปีข้างหน้าหรือช่วงปี2557-2561 อาเซียนมีศักยภายโต 5.5% หากคาดการณ์นี้ถูกต้องอาเซียนจะโตกว่าอังกฤษและฝรั่งเศสและใกล้เคียงกับเยอรมน

ขอขอบคุณที่มา : กรุงเทพธุรกิจ
 

 

เกี่ยวกับประเทศ

 

Editor
ชม 2,985 ครั้ง
 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง


สงวนลิขสิทธิ์ © 2556 uAsean.com มหานครอาเซียน Developed By Upbean