ลบ แก้ไข

เปิดประตู "ไทย-แคนาดา" เชื่อมการค้าอาเซียนสู่นาฟ


       ภายหลังจากที่ได้เกิดคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา หนึ่งในพันธกิจสําคัญที่ต้องเร่งทําคือการเร่งสร้างความเชื่อมั่น “ประเทศไทย” ให้กลับคืนมาโดยเร็ว โดยเฉพาะในสายตาของ
ต่างประเทศซึ่งรวมทั้งนักการค้านักลงทุน ยังคงรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้แน่นแฟ้นต่อไป
 

       กระทรวงการต่างประเทศถือเป็นหนึ่งในกลไกหลักของพันธกิจนี้โดยที่ผ่านมา ได้ดําเนินการในมาตรการต่างๆ เพื่อให้ภาพพจน์ของประเทศไทยยังคงดูดีในสายตาของนานาประเทศ รวมทั้งการร่วมมือกับภาคเอกชน ซึ่งมีหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเป็นแกนหลักในการจัดคณะนักธุรกิจและข้าราชการร่วมเป็น “มิชชั่น” ในการเดินทางไปต่างประเทศเพื่อร่วมกันสร้างความเชื่อมั่นประเทศไทยให้กลับคืนมา

      เริ่มตั้งแต่เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศได้ร่วมกับหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยในการจัดทัพนักธุรกิจไทยไปยังประเทศอังกฤษ ซึ่งได้เพิ่มความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น โดยจากความสําเร็จของ “มิชชั่น” ที่อังกฤษ ล่าสุด เมื่อต้นเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศได้ร่วมกับภาคเอกชนไทย ซึ่งมีหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยจัด “มิชชั่น” ไปเชื่อมความสัมพันธ์การค้าการลงทุนที่ประเทศแคนาดา ด้วยเหตุที่มิชชั่นของคณะนักธุรกิจไทยไปยังประเทศแคนาดาครั้งนี้มีความน่าสนใจอย่างมาก เพราะช่วยจุดประกายการค้าการลงทุนใหม่ของสองประเทศ

     “ทีมเศรษฐกิจ” จึงได้เปิดเวทีให้ผู้แทนทั้งจากหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยรวมทั้งกระทรวงการต่างประเทศที่มีส่วนใน “มิชชั่นแคนาดา” ได้มาถ่ายทอดความสําเร็จในการเดินทางครั้งนี้

      พงษ์ศักดิ์อัสสกุล ประธานอาวุโสหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย การเดินทางไปยังประเทศแคนาดาของคณะภาครัฐและเอกชนไทยในครั้งนี้ถือเป็นการต่อยอดจากความสําเร็จในครั้งก่อนที่ได้ร่วมเดินทางไปอังกฤษ ภายหลังจากที่มีคสช. การไปอังกฤษครั้งนั้นได้เห็นชัดว่าได้ช่วยสร้างภาพพจน์แก่ประเทศไทยให้ดีมากขึ้น ทั้งยังช่วยเพิ่มการค้าการลงทุนของสองประเทศ ที่สําคัญยังทําให้นักธุรกิจอังกฤษมีมุมมองต่อประเทศไทยที่ดีมากขึ้น

      โดยได้เห็นชัดว่าการที่ได้กระทรวงการต่างประเทศเป็นแม่งาน ภายใต้ชื่อ “ทีมไทยแลนด์” ถือเป็นเรื่องที่ดีมาก ทําให้คณะนักธุรกิจไทยได้มีโอกาสพบปะและเจรจากับบรรดาผู้นําระดับสูงทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจของอังกฤษ ซึ่งลําพังหากนักธุรกิจจัดคณะไปเองก็ไม่มีโอกาสได้พบปะบรรดาผู้นําภาคเอกชนและผู้บริหารระดับสูงของบริษัทชั้นนําในอังกฤษได้เป็นจํานวนมากเช่นน

      ดังนั้น ทางหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยจึงมีความคิดร่วมกันกับกระทรวงการต่างประเทศว่าจะมี “มิชชั่น” ในลักษณะนี้อย่างต่อเนื่อง

      การที่เลือกมายังแคนาดาต่อจากอังกฤษนั้น เพราะเล็งเห็นว่าแคนาดาเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่มากสําหรับนักธุรกิจไทยและแคนาดา เพราะแทบจะไม่มีการเชื่อมสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดในลักษณะนี้เนื่องจากที่ตั้งของสองประเทศนี้อยู่กันไกลมาก แต่จริงๆ แล้วทั้งสองประเทศต่างมีจุดแข็งที่น่าจะช่วยเพิ่มพูนการค้าการลงทุนของแคนาดากับไทยให้มากขึ้น

      อีกจุดแข็งหนึ่งของแคนาดาก็คือ แคนาดาเป็นสมาชิกในกลุ่มนาฟตา หรือ เขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ ซึ่งมีสหรัฐอเมริกา เม็กซิโก และแคนาดา เป็นสมาชิก ดังนั้นหากเราเจาะแคนาดาได้ก็เท่ากับมีโอกาสขยายตัวไปยังกลุ่มนาฟตาอีกด้วย นอกจากนี้แคนาดาก็คือมีความแข็งแกร่งด้านการเงินการธนาคาร เห็นได้จากกลุ่มโนวาสโกเทียของแคนาดาได้เข้ามาลงทุนในธนาคารธนชาต

     ขณะที่ประเทศไทยนั้น แคนาดาได้เริ่มให้ความสําคัญมากขึ้น เพราะไทยเป็นสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซีที่จะเริ่มในปีหน้า ซึ่งไทยมีทําเลที่ตั้งเหมาะสมในการเป็นศูนย์กลางขณะเดียวกันด้วยที่ตั้งเหมาะสมของไทยนั่นเอง ยังเป็นตัวเชื่อมระหว่างเอเชียตะวันออกและเอเชียใต

     สําหรับ “มิชชั่น” ไปแคนาดาครั้งนี้จึงเป็นการดําเนินการเชิงรุกเพื่อแสวงหาลู่ทางการลงทุนและขยายความร่วมมือทางธุรกิจในแคนาดา รวมทั้งเป็นการดําเนินการเชิงรุกเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยและเน้นย้ํานโยบายของไทยในการสนับสนุนนักลงทุนจากต่างประเทศ

    โดยคณะผู้แทนภาคธุรกิจของไทย อาทิบริษัทมิตรผล ไบโอฟูเอล จํากัด บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จํากัด (มหาชน) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย โรงพยาบาลกล้วยน้ําไท บริษัทไทยเพรซิเดนท์ฟู้ดส์จํากัด บริษัทซีเวลท์โฟรเซ่น ฟู้ด จํากัด บริษัทแอ็ลไลด์เมทัลส์ (ประเทศไทย) จํากัด ธนาคารธนชาต บริษัทXPC-Cross Pacific Connection บริษัท ปตท.สํารวจและผลิตปิโตรเลียม จํากัด (มหาชน) หรือปตท.สผ. และบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จํากัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เป็นต้น


    คณะผู้แทนภาคเอกชนได้ไปยังนครโตรอนโตและนครแวนคูเวอร์เพื่อสํารวจความเป็นไปได้ในการขยายความสัมพันธ์การค้าการลงทุนระหว่างไทยกับแคนาดา รวมทั้งได้พบหารือกับผู้แทนภาครัฐและเอกชนของทั้งสองนคร ซึ่งได้มีผู้นําภาคเอกชนของสองนครดังกล่าวมาร่วมพบปะเกือบ 200 บริษัทชั้นนํา


    การเดินทางไปครั้งนี้ทําให้ได้เห็นว่าทางนครโตรอนโตวางตัวเองเป็นเกตเวย์หรือประตูสู่นาฟตาขณะที่นครแวนคูเวอร์ตั้งใจเป็นเกตเวย์ของแปซิฟิก เพราะความที่มีคนจากเอเชียมาอาศัยอยู่มาก

    ขณะที่ทางไทยก็ตั้งใจฉายภาพให้แคนาดาเห็นว่าเราเป็นเกตเวย์สู่อาเซียน ยิ่งเออีซีจะเปิดปีหน้ายิ่งจะทําให้ไทยมีความน่าสนใจมากขึ้น

    ขณะเดียวกันไทยยังเป็นสมาชิกกรอบความร่วมมืออาเซียน +3 ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนกับประเทศนอกกลุ่ม 3 ประเทศ คือ จีน เกาหลีใต้และญี่ปุ่น ทําให้ไทยจะเพิ่มความโดดเด่นที่น่าสนใจมากขึ้นในสายตาของนักธุรกิจแคนาดา

    ดังนั้น การเดินทางไปแคนาดาครั้งนี้ถือว่ามีความสําเร็จที่น่าพึงพอใจ เพราะทําให้ทั้งสองประเทศมีมุมมองที่เข้าใจกันมากขึ้นและยังมีโอกาสต่อยอดการค้าการลงทุนได้อีกมาก

ชิงชัย หาญเจนลักษณ์กรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
 
     การเดินทางไปแคนาดาของภาคธุรกิจไทยได้มีโอกาสพบกับภาคธุรกิจของแคนาดา โดยเฉพาะในด้านพลังงาน ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านการเงินและบริการ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในจุดแข็งของภาคเอกชนแคนาดา

     โดยปัจจุบันบริษัทต่างๆ ในด้านนี้ของแคนาดาได้แสดงความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในไทยและภูมิภาคอาเซียน โดยสภานักธุรกิจแคนาดาได้ประสงค์ที่จะเดินทางมาไทยเพื่อเข้าร่วมงานเสวนาทางธุรกิจแคนาดา-อาเซียน (Canada–ASEAN Business Forum) ที่กรุงเทพฯ ในปี 2558 ซึ่งเป็นโอกาสสําคัญที่จะจัดให้ภาคธุรกิจของแคนาดาและอาเซียนได้พบหารือกัน

     ขณะเดียวกันทางแคนาดายังมีความสนใจที่จะมาลงทุนโครงการรถไฟฟ้ารางเดี่ยว หรือโมโนเรลซึ่งทางการไทยกําลังศึกษาในเรื่องนี้อยู่ โดยในเรื่องรถไฟฟ้าแบบโมโนเรลนั้น ภาคเอกชนของแคนาดามีความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้อย่างมาก ดังนั้นหากทางการไทยมีความชัดเจนในโครงการนี้ทางแคนาดาก็สนใจจะนําเสนอ

ปิยะบุตร ชลวิจารณ์รองประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
 
    สําหรับมิชชั่นแคนาดาครั้งนี้ถือเป็นเรื่องท้าทายอย่างมาก เพราะนอกจากระยะทางที่ค่อนข้างไกลของสอประเทศแล้ว ในข้อเท็จจริงคือเรารู้จักแคนาดาน้อยมาก เมื่อเทียบกับประเทศต่างๆ อย่างเช่นสหรัฐอเมริกา หลายประเทศในยุโรป และรวมทั้งญี่ปุ่น

     ทั้งที่แคนาดาเป็นหนึ่งในสมาชิกของกลุ่มจี 8 ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนําของโลก โดยเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่มนี้รวมกันเกินกว่า 50% ของเศรษฐกิจโลก

     อย่างไรก็ดีในขณะนี้ได้มีการลงทุนในทั้งสองประเทศนี้อยู่ไม่น้อย อย่างเช่น บริษัท ปตท.สํารวจและผลิตปิโตรเลียม จํากัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ได้เข้ามาลงทุนในแห่งออยล์แซนด์ที่แคนาดา เพราะแคนาดามีแหล่งน้ํามันใหญ่ของโลกเป็นอันดับ 3 ขณะเดียวกันยังมีกลุ่มเอกชนไทยมาตั้งโรงเลื่อยที่แคนาดาเพื่อนําไม้เข้ามายังประเทศไทยเพื่อทําเฟอร์นิเจอร์ส่งออก ขณะที่กลุ่มโนวาสโกเทียของแคนาดามาลงทุนในธนาคารธนชาต และนกแอร์ได้ซื้อเครื่องบินของแคนาดา

     โดยการท่ีไปแคนาดาของคณะนักธุรกิจไทยและกระทรวงการต่างประเทศหนนี้ได้ช่วยเปิดมุมมองของนักธุรกิจสองประเทศเพิ่มมากขึ้น การที่ทางคณะไทยได้ตั้งหัวข้อ “Why Thailand” ในการบรรยายสรุปให้แก่บรรดาคณะผู้นําภาคธุรกิจแคนาดาทั้งที่แวนคูเวอร์และโตรอนโต ปรากฏว่าได้ทําให้กลุ่มนักธุรกิจมีความเข้าใจประเทศไทยมากขึ้น ทั้งยังเห็นความสําคัญของประเทศไทยที่ไม่ได้เพียงแค่การเป็นสมาชิกอาเซียน แต่ยังเป็นประตูเชื่อมโยงทั้งเอเชียตะวันออกและเอเชียใต้

     ขณะเดียวกันในส่วนเรื่องสถานการณ์การเมืองในไทยในขณะนี้ปรากฏว่านักธุรกิจในแคนาดาไม่ได้มีความห่วงกังวลสถานการณ์การเมืองของไทย และยังพร้อมที่จะลงทุนกับไทย รวมทั้งภาคธุรกิจแคนาดาเห็นว่าปัจจุบันไทยมีศักยภาพด้านเศรษฐกิจและการเมือง โดยเฉพาะการมีสภาปฏิรูปแห่งชาติและการดําเนินการตามโรดแม็ปที่ได้นําเสนอไว้อย่างต่อเนื่อง

ภัทราวรรณ เวชชศาสตร์รองอธิบดีกรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้
 
    สําหรับการจัดมิชชั่นไปยังแคนาดาของภาครัฐและเอกชนไทยระหว่างวันที่ 1-6 ต.ค. ที่ผ่านมาเพราะเห็นว่ายังมีลู่ทางอีกมากในการเชื่อมความสัมพันธ์ของสองประเทศ เพราะขนาดเศรษฐกิจของแคนาดาใหญ่มาก มีศักยภาพที่แข็งแกร่ง ขณะที่ไทยก็มีความแข็งแกร่งในพื้นฐานเศรษฐกิจ แต่ปรากฏว่าในขณะนี้ทั้งสองประเทศยังมีความสัมพันธ์ทางการค้าการลงทุนน้อยมาก

    ปัจจุบันไทยและแคนาดามีมูลค่าการค้าอยู่ที่ประมาณ 2,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยไทยนําเข้าจากแคนาดาประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และไทยส่งออกไปแคนาดาประมาณ 1,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จึงเห็นว่าทั้งประเทศไทยและแคนาดายังมีโอกาสมากในการเพิ่มมูลค่าทางการค้าและการลงทุนของทั้งสองประเทศ โดยการไปครั้งนี้กระทรวงการต่างประเทศได้เป็นแม่งานภายใต้ทีมไทยแลนด์ได้จัดให้นักธุรกิจไทยได้พบปะกับบรรดาผู้นําทั้งภาครัฐและเอกชนของแคนาดา

    ทั้งนี้จากการที่แคนาดามีการปกครองแบบสหพันธรัฐ ซึ่งแต่ละรัฐจะมีอํานาจอิสระในการบริหารจัดการภายในรัฐของตน ซึ่งแตกต่างจากระบบของสหรัฐอเมริกา ดังนั้นการไปเยือนนครแวนคูเวอร์และนครโตรอนโตซึ่งอยู่กันคนละรัฐ จึงได้ประโยชน์อย่างมาก เพราะได้ช่วยเปิดมุมมองของนักธุรกิจของทั้งสองประเทศและยังได้มองเห็นลู่ทางเพิ่มการค้าการลงทุนของสองประเทศอีกด้วย

   โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไปเยือนนครแวนคูเวอร์ได้ทําให้คณะนักธุรกิจเห็นภาพมากขึ้นว่าที่นี่มีชาวเอเชียอยู่มาก ถือเป็นเกตเวย์สู่แปซิฟิก แต่สินค้าไทยมายังที่นี่ยังน้อยมาก เช่นเดียวกันที่การลงทุนของไทยที่นี่ยังไม่มากนัก ทั้งที่ไทยมีโอกาสไม่น้อยในการเข้าไปขยายตลาดที่นครแวนคูเวอร์ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจอาหาร ธุรกิจเกี่ยวข้องกับสุขภาพ รวมทั้งธุรกิจสปา

 
ขณะที่ไทยได้ทําให้แคนาดาได้เห็นความสําคัญว่า “เราเป็นเกตเวย์ของอาเซียน” 

ขอขอบคุณที่มา : ไทยรัฐ

 
 

 

เกี่ยวกับประเทศ

 

Editor
ชม 2,028 ครั้ง
 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง


สงวนลิขสิทธิ์ © 2556 uAsean.com มหานครอาเซียน Developed By Upbean