ลบ แก้ไข

การลงทุนของญี่ปุ่นใน AEC


 


        ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีการพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา ท้าให้ญี่ปุ่นเป็นประเทศมหาอำนาจที่มี ความเจริญก้าวหน้าทางด้านเศรษฐกิจเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ดังนั้น ญี่ปุ่นจึงเป็นประเทศหนึ่งที่โลกจับ ตามองในการให้ความส้าคัญทางด้านเศรษฐกิจและการลงทุน

       เมื่อไม่นานมานี้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปเยือนประเทศญี่ปุ่น อย่างเป็นทางการ ในระหว่างวันที่ 8-10 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพื่อหารือทวิภาคีกับรัฐบาลญี่ปุ่น 

       โดยมีวัตถุประสงค์ในการผลักดันความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจระหว่างไทยกับญี่ปุ่นร่วมกัน โดยได้มีข้อตกลงในการลงนามทางด้านเศรษฐกิจระหว่างกัน อาทิ การลงนามในการพัฒนาระบบราง รถไฟของไทย การลงนามในการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายในสหภาพพม่า อีกทั้งรัฐบาลไทยยังได้ หารือกับรัฐบาลญี่ปุ่นในเรื่องการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่ง มีไทยเป็นจุดเชื่อมโยงและเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าในภูมิภาค

      จึงเป็นการส่งเสริมทางด้านเศรษฐกิจ และเป็นการเปิดโอกาสส้าหรับธุรกิจเอกชนญี่ปุ่นเข้ามา ลงทุนในไทยได้เพิ่มมากขึ้น ในบทความนี้จะกล่าวถึงการลงทุนของญี่ปุ่นในบรรดาประเทศอาเซียน 

      นายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ นั้น ได้เข้ามาบริหารประเทศในช่วงเศรษฐกิจประสบปัญหาเงินเฟ้อในระยะยาว
จึงได้ออกนโยบายชื่อ Abenomic เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ท้าให้ตลาดหุ้น Nikkei มีแนวโน้ม เชิงบวก แต่ในปี 2013 ญี่ปุ่นประสบปัญหาค่าเงินอ่อนตัวลง ส่งผลให้อ้านาจในการซื้อลดลง สาเหตุมา จากภายใต้นโยบาย Abenomic ดังกล่าว นายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ จึงได้มีแผนการปฏิรูป อุตสาหกรรม โดยเน้นการส่งเสริมรายได้ด้วยการเข้าไปลงทุนในต่างประเทศ (FDI) ทั้งนี้ ได้มีจุดประสงค์ ในการลงทุนในต่างประเทศ (FDI) ในระยะยาว เพื่อเพิ่มอัตราการค้าให้เพิ่มขึ้นจากเดิม 19% เป็น 70% ภายในปี 2018 ท้าให้ประเทศในอาเซียนซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของการลงทุนได้รับประโยชน์จากการ สนับสนุนด้านการลงทุนจากญี่ปุ่น 

      การเปิดประชาคมอาเซียนในปี 2558 ก่อให้เกิดการรวมตัวของกลุ่มผู้บริโภคทั้ง 10 ประเทศ ประมาณ 617 ล้านคน ซึ่งมากที่สุดรองจากประเทศอินเดียและจีน อีกทั้งการเปิดประชาคมอาเซียนท้า ให้การค้าภายในภูมิภาคนั้นมีความสะดวกมากขึ้น นอกจากนี้ ปัจจัยที่ท้าให้ญี่ปุ่นสนใจเข้ามาลงทุนใน ประเทศอาเซียนมากขึ้น ก็คือการเกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างญี่ปุ่นกับจีนในหมู่เกาะ Senkaku 

     ไทยเป็นประเทศหนึ่งในอาเซียนที่ได้รับการสนับสนุนจากญี่ปุ่นมาโดยตลอด สัดส่วนในการเข้ามา ลงทุนในไทย โดยญี่ปุ่นมากเป็นอันดับที่ 1 ในประเทศอาเซียน เนื่องมาจากไทยมีความพร้อมด้านฐานการ ผลิต แรงงาน และคุณภาพ บริษัทญี่ปุ่นจึงเข้ามาลงทุนในไทยจ้านวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจยานยนต์ อีกทั้งญี่ปุ่นให้การสนับสนุนในการเข้ามาร่วมมือของกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) โดย เน้นด้านอิเล็กทรอนิกส์ ด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ และด้านเกษตรกรรม ซึ่งธุรกิจขนาดกลางและขนาด ย่อม (SMEs) ที่ญี่ปุ่นได้เข้ามาลงทุนมีจ้านวนมากกว่า 300 กิจการ

      สำหรับมาเลเซียได้รับการสนับสนุนในการลงทุนและพัฒนารถไฟความเร็วสูง อีกทั้งญี่ปุ่นให้การ สนับสนุนกับลาวและเวียดนามในด้านการขนส่งทางสนามบิน

     ส่วนธุรกิจภาคเอกชนของญี่ปุ่น ได้ให้ความสนใจในการเข้าไปลงทุนในกลุ่มสมาชิกในประเทศ อาเซียน อาทิ การเข้าไปลงทุนธุรกิจสิ่งทอในประเทศพม่า และการเข้าไปลงทุนในประเทศกัมพูชาอีกด้วย

    นอกจากนี้ ญี่ปุ่นได้ออกนโยบายชื่อ Cool Japan โดยเน้นการลงทุนในธุรกิจบางประเภท โดยเฉพาะตลาดในอาเซียน อาทิ สินค้าอุปโภคบริโภค ด้วยการน้าวัฒนธรรมของญี่ปุ่นเข้ามามีส่วน ใน การผสมผสานของตัวผลิตภัณฑ์ใน สินค้าอุปโภคบริโภค พร้อมกับให้เงินสนับสนุนประมาณ 590 เหรียญสหรัฐ ส้าหรับธุรกิจภาคเอกชนที่มีขนาดกลางถึงขนาดเล็กของประเทศอาเซียน ที่สนใจในการออกไปลงทุนใน ญี่ปุ่นในสินค้าอุปโภคบริโภคอีกด้วย

    สำหรับการสนับสนุนของญี่ปุ่นนั้น ได้เข้ามามีบทบาทอย่างมากในกลุ่มสมาชิกในประเทศอาเซียน อาทิ ด้านแหล่งเงินทุน ท้าให้ประเทศในอาเซียนมีความแข็งแกร่งในด้านเงินทุน อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริม ประเทศในอาเซียนในการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่ก้าลังพัฒนา

     นอกจากนี้ ญี่ปุ่นได้ช่วยสนับสนุนและอ้านวยความสะดวกในเรื่องการขนส่ง ท้าให้สามารถติดต่อประสานงานในด้านการค้าได้อย่างครอบคลุม ส่งผลให้ภาพรวมของประเทศในอาเซียนมีเศรษฐกิจที่ดีขึ้น อีกทั้งเป็นการเพิ่มความเชื่อมั่นให้ต่างชาติสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศอาเซียนเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นการช่วยลดอุปสรรคในการแข่งขันกับประเทศต่างๆ 

     อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมจะส่งผลดีให้กับกลุ่มสมาชิกในประเทศอาเซียน แต่การรุกคืบไปเรื่อยๆ ของญี่ปุ่นอาจส่งผลกระทบให้กับธุรกิจของไทยเราได้ อาทิ ธุรกิจยานยนต์ เนื่องจากญี่ปุ่นก้าลังหัน เข้าไป ลงทุนธุรกิจยานยนต์ในกัมพูชา จึงอาจส่งผลให้ไทยเสียส่วนแบ่งทางการตลาดได้ 

   ไทยยังคงเป็นเป้าหมายหลักของญี่ปุ่นในการเข้ามาลงทุน และการเข้ามาควบกิจการในภาค บริการ อาทิ ธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจการเงินและประกัน ส้าหรับภาพรวมของญี่ปุ่นที่เข้ามาลงทุนในไทยนั้น เป็นไปในทิศทางที่ดี แต่สิ่งที่น่ากังวลอยู่ในขณะนี้ก็คือ ปัญหาทางด้านการเมืองที่ประเทศต่างๆ ให้ความ สนใจ ซึ่งไทยประสบปัญหาทางด้านการเมืองที่ยืดเยื้อมานาน หากไทยสามารถแก้ปัญหาการเมืองนี้ไปได้ สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับญี่ปุ่นรวมทั้งประเทศอื่นๆ ในการเข้ามาลงทุนของไทยในระยะยาวต่อไป ได้ ก็จะเป็นการดี

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : นสพ.ประชาชาติธุรกิจ

 
 

 

Editor
ชม 420 ครั้ง
 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง


สงวนลิขสิทธิ์ © 2556 uAsean.com มหานครอาเซียน Developed By Upbean