ลบ แก้ไข

เมืองท่าแขก แขวงคำม่วน ประเทศ สปป. ลาว

เส้นทาง "นครพนม-ท่าแขก-ฮานอย" ประตูการค้า-ขนส่ง อาเซียน

(ข้อมูลโดย ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ )

หลังสะพานมิตรภาพแห่งที่ 3 "นครพนม-คำม่วน" เปิดใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่ 11 พฤศจิกายน 2554 นโยบายเตรียมความพร้อมรองรับเปิดการค้าเสรีในกลุ่มประชาคมอาเซียน 10 ประเทศหรือเออีซี นับว่า "กระชับพื้นที่" เข้ามาทุกที 
 
ก่อนหน้านี้ สะพานมิตรภาพระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) 2 แห่งแรกคือ "หนองคาย-เวียงจันทน์" ตามมาด้วย "มุกดาหาร-สะหวันนะเขต" ในขณะที่แห่งที่ 4 อยู่ระหว่างก่อสร้างที่ "เชียงของ-ห้วยทราย" มีกำหนดแล้วเสร็จปลายปี 2555 นี้
 
"พี่ปุ๋ย-สร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์" ผู้อำนวยการ "สนข.-สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร" ส่งเทียบเชิญ "ประชาชาติธุรกิจ" ร่วมทริปไปกับคณะสื่อมวลชนหลายสิบชีวิต สำรวจและศึกษาเส้นทางคมนาคมขนส่ง สภาพเศรษฐกิจ การค้าชายแดน เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางตามแนวเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก ระหว่าง 4 ประเทศคือ "ไทย-ลาว-เวียดนาม-จีน" 
 
การสำรวจทริปนี้เป็นธรรมเนียมปฏิบัติเหมือนทุกปี จะใช้รถบัสโดยสารเดินทางออกสำรวจ จุดออกสตาร์ตอยู่ที่ฝั่งไทยบนทางหลวงหมายเลข 22 เส้นทางต่อเชื่อมจากจังหวัดอุดรธานี สกลนคร และนครพนม วิ่งข้ามสะพานมิตรภาพแห่งที่ 3 (นครพนม-คำม่วน) ไปยังเมืองท่าแขก แขวงคำม่วน ตอนกลางของประเทศลาว 
 
เมื่อผ่านพรมแดน สปป.ลาวแล้วใช้ทางหลวงหมายเลข 13 วิ่งขนานแม่น้ำโขงขึ้นไปทางเหนือ ผ่านเมืองหลักซาว มุ่งหน้าด่านน้ำพาว จุดชายแดนลาว-เวียดนาม ผ่านแขวงบอลิคำไซ แล้วเลี้ยวเข้าทางหลวงหมายเลข 8 ข้ามด่านกาวแจว จากนั้นวิ่งเลาะภูเขาเข้าสู่เมือง
 
วินห์ไปสิ้นสุดที่ "ฮานอย" เมืองหลวงของประเทศเวียดนาม รวมระยะทางประมาณ 1,000 กม. 
 
สภาพโดยรวมเป็นเส้นทางที่ตัดผ่านภูเขาสูงชัน คดเคี้ยวไปตามไหล่เขาที่กั้นระหว่างสองประเทศ ทำให้รถยนต์ไม่สามารถทำความเร็วได้ เพราะมีบางช่วงที่ถนนมี 2 เลนไปกลับสวนทางแถมอยู่ระหว่างก่อสร้าง ข้อดีของการเลือกใช้เส้นทางนี้คือ ช่วยร่นระยะทาง เพราะได้รับการกล่าวขานแล้วว่าเป็นเส้นทางสั้นที่สุดในการเดินทางด้วยถนนไปเวียดนาม 
 
ในอนาคตมีแนวโน้มจะได้รับความนิยมสูง 
 
"ผอ.สร้อยทิพย์" เล่าให้ฟังว่า สะพานมิตรภาพแห่งที่ 3 ถือเป็นเส้นทางการค้าการลงทุนใหม่ในการขนส่งสินค้าจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยไปสู่ภาคภาคใต้ของ สปป.ลาว และภาคเหนือของเวียดนาม สามารถเชื่อมต่อไปยังมณฑลกว่างซี และนครหนานหนิงของสาธารณรัฐประชาชนจีนได้อีกเส้นทางหนึ่ง
 
หลังจากเปิดใช้สะพานแห่งนี้มาได้ 4 เดือนเศษ ปริมาณการขนส่งบนเส้นทางนี้เพิ่มมากขึ้นตามลำดับ เก็บสถิติรถยนต์ขาออกจากฝั่งไทยรวมทุกประเภท 
 
ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2554 อยู่ที่ 2,155 คัน, เดือนธันวาคม 2554 อยู่ที่ 3,030 คัน, เดือนมกราคม 3,319 คัน, เดือนกุมภาพันธ์ 3,746 คัน และเดือนมีนาคม 2,780 คัน 
 
"เส้นทางนี้ในอนาคตศักยภาพจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะเรื่องการขนส่งและการท่องเที่ยว เพราะเชื่อมโยงถึง 4 ประเทศ ในระบบโลจิสติกส์ถูกออกแบบให้เป็นเส้นเลือดใหญ่ในอนาคตก็ว่าได้" ผู้อำนวยการ สนข.กล่าวและว่า 
 
เพื่อขยายการเดินทางและขนส่งสินค้าภายในประเทศให้ครอบคลุม และรองรับการเปิดประชาคมอาเซียนที่กำลังจะมาถึง รัฐบาลไทยอยู่ระหว่างศึกษาขยายเส้นทางรถไฟสายใหม่เพิ่มขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออีก 1 สาย จากบ้านไผ่-มหาสารคาม-ร้อยเอ็ด-มุกดาหาร-นครพนม ระยะทาง 336 กม. วงเงินลงทุนประมาณ 41,363 ล้านบาท 
 
ที่ผ่านมา สนข.ได้รับการสนับสนุนงบประมาณวงเงิน 40 ล้านบาท ศึกษาออกแบบเบื้องต้นแล้ว และในปีงบประมาณ 2556 ได้รับเพิ่มเติมอีก 200 ล้านบาท เพื่อศึกษาสำรวจและออกแบบรายละเอียดสำหรับในการก่อสร้างต่อไป 
 
นั่งนับนิ้วมือถอยหลังไปหาปี 2558 ที่จะเปิดเออีซีเต็มรูปแบบ ไม่ใช่แค่ "ฝั่งไทย" จะเพิ่มศักยภาพระบบโครงสร้างพื้นฐานมารองรับการพัฒนาที่กำลังใกล้เข้ามา 
 
สิ่งที่ประจักษ์ด้วยสองตาคือ ฝั่ง "ประเทศเวียดนาม" ก็กำลังเร่งพัฒนาโครงข่ายถนนเพื่อรองรับการค้าเสรีอาเซียน
 
ผ่าน สปป.ลาว กัมพูชา ไทย เพื่อไปยังพม่า 
 
เท่ากับจะยิ่งส่งเสริมให้ระบบโลจิสติกส์และการค้าในกลุ่มอาเซียนก้าวไปข้างหน้าได้อย่างเข้มแข็งมากยิ่งขึ้นไปอีก


##########################################

เมืองท่าแขก แขวงคำม่วน ประเทศลาว
ยามเที่ยงคืนเป็นอย่างไร Mr.Hotsia พาขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยวครับ




##########################################

แขวงคำม่วน  (Khammuan Province)

รหัสโทรศัพท์  51  
                เป็นแขวงที่มีเขตป่าสงวนถึง 2 แห่ง  พูหินปั้นทางซีกตะวันตก และ นากาย-น้ำเทินทางทิศตะวันออก  เป็นป่าสงวนขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศด้วย
 
ท่าแขก (Tha Kaek)  
ราวพุทธศตวรรษ ที่ 10  เมืองท่าแขกนี้คือดินแดนส่วนหนึ่งในอาณาจักรฟูนันและเจนละของพระเจ้า สุริยะวรมันแห่งเขมร  คนลาวเรียกดินแดนนี้ว่า  สีโคตะบูน  จนปี พ.ศ. 2454-2455 ฝรั่งเศสขยายอิทธิพลเข้ามาสร้างบ้านเรือนและยึดอำนาจปกครอง เมืองสีโคตะบูนจึงได้ชื่อว่าท่าแขกเพราะชาวต่างชาติเข้ามาเทียบเรือ  สมัยสงครามต่อต้านจักรวรรดินิยมชาวเวียดนามจำนวนมากอพยพมาตั้งหลักแหล่งอยู่ในท่าแขก ประกอบอาชีพค้าขาย จนถึง พ.ศ. 2510-2515 ได้อพยพกลับ หรือเดินทางไปยังประเทศอื่นที่มีโอกาสดีกว่า  เป็นเหตุให้เมืองท่าแขกมีสถาปัตยกรรมผสมผสานทั้งแบบฝรั่งเศสและเวียดนาม 
ปัจจุบันท่าแขกเป็นเมืองหลวงของแขวงคำม่วน  ประชากรเป็นชาวลาวลุ่ม  อยู่ห่างจากนครเวียงจันทน์มาทางทิศใต้  350  กิโลเมตร เป็นเมืองท่าค้าขายและมีด่านชายแดนสากลติดต่อกับจังหวัดนครพนมของไทย 
สถานที่ท่องเที่ยว 
ตลาดหลักสอง    ตลาดใหญ่ของเมือง  ตั้งอยู่ที่มุมถนนคูวอละวงตัดกับทางหลวงหมายเลข 13 ห่างจากตัวเมือง 2 กิโลเมตร  จำหน่ายเครื่องมือเครื่องใช้เสื้อผ้า อาหารสด  และทุกสิ่งทุกอย่างที่ชาวท่าแขกใช้ในชีวิตประจำวัน รวมทั้งร้านทองและเครื่องเงิน   
ตลาดหลักสาม หรือ ตลาดสุขสมบูรณ์   เป็นตลาดสร้างใหม่ มีสินค้านานาชนิดเช่นเดียวกับตลาดหลักสอง
 
ที่พัก และอาหารการกิน 
โรงแรมคำม่วน (คำม่วนชายโขงชายซัน )  โทร  51-212-216 
โรงแรมสุขสมบูน  โทร  51-212-254 , 51-212-225 
โรงแรมนานาชาติคำม่วน  โทรใ  51-212-171 
ห้องอาหารสุขสมบูน  ถนนอันคำ  บริการเฉพาะอาหารเย็น  
ห้องอาหารพาวิไล  ถนนคูวอละวง 
แพแสนสุข   และแพโพนคำ  ริมฝั่งโขง 
สถานที่ท่องเที่ยว 
พะทาดสีโคดตะบอง / ศรีโคตรบอง 
หรือ พะทาดเมืองคา   เป็นพระธาตุสำคัญแห่งหนึ่งของลาว  ตั้งอยู่ทางใต้ของเมืองท่าแขก  8  กิโลเมตร  มองเห็นได้จากฝั่งไทย  ตามคำบอกเล่าของชาวบ้าน  องค์พระธาตุสร้างโดยพระเจ้านันทเสนแห่งเมืองสีโคตะบูน  ได้รับการบูรณะครั้งแรกในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช  ในวิหารมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ซึ่งเจ้าอนุวงศ์โปรดให้สร้างไว้    
ถ้ำลอดคองลอ   เพิ่งเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเมื่อไม่นานมานี้  ลักษณะเหมือนอุโมงค์ส่งน้ำซอกซอนไปตามเขาหินปูน  ผ่านคูหาน้อยใหญ่และหินงอกหินย้อยรูปร่างงดงามแปลกตา  น่าเสียดายที่บางส่วนถูกขุดทำลายเพราะชาวบ้านนึกว่ามีแร่เงินแร่ทองอยู่ภายใน  พ้นจากอุโมงค์ถ้ำเข้าสู่เขตวนอุทยานและป่าสงวนแห่งชาติพูหินปั้น  มีต้นไม้และสัตว์หายากหลายชนิด  และหมู่บ้าน(หลังเขา) ของชาวลาวลุ่มที่อพยพหนีโจรจีนฮ่อมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่นี่นานกว่าร้อยปีแล้ว  ระยะเวลาเที่ยวถ้ำลอดคองลอที่ดีที่สุดคือเดือนตุลาคม – กุมภาพันธ์ เพราะระดับน้ำสูงเรือสามารถแล่นได้ตลอดถ้ำ  แต่การเดินทางไปเที่ยวถ้ำค่อนข้างลำบากไม่ว่าจะเป็นช่วงใด จากท่าแขกต้องนั่งรถโดยสารไปลงที่บ้านนาหิน  จากนั้นต่อรถมอเตอร์ไซด์แท็กซี่ไปบ้านนาเผือก  จากบ้านนาเผือกจ้างรถไปยังโพนแยง  จากโพนแยงเดินทางไปอีก 8 กิโลเมตร จึงจะถึงปากทางเข้าถ้ำ (รวมระยะทางจากบ้านนาหินถึงถ้ำ 30 กิโลเมตร)  ทางที่ดีใช้บริการจากบริษัททัวร์จะสะดวกกว่าค่ะ


##########################################


นครพนม - ท่าแขก : รอยยิ้มที่อยู่เหนือสองฝั่งโขง

วันนี้ได้กล่าวคำทักของลาวว่า สะบายดี ที่หมายถึง สวัสดี ในภาษาไทยแบบนี้ได้เต็มปากเต็มคำ เพราะเราจะข้ามไปเที่ยวกันที่ฝั่งชายแดนลาว หรือ สาธารณรัฐ ประชาธิปไตย ประชาชนลาว นะคะ ซึ่งก็อยู่ฝั่งตรงข้าม มีแค่แม่น้ำโขงกั้นค่ะ มองจากหน้าต่างห้องพักโรงแรม ก็เห็นไปฝั่งโน้นเหมือนจะเอื้อมถึงค่ะ


เมื่อวานขากลับจากอำเภอธาตุพนมมาที่พัก (ขากลับนี่ได้ผ้าขาวม้าไหมของคุณพจน์ใหม่ๆ ซิงๆ ที่พึ่งซื้อจากเรณูมาพันหัวพันหูยามโต้ลมกลับนะคะ อิอิ) พอกลับมาก็ได้ไปนั่งทานข้าวร้านลุงสมพงษ์ เจ้าของรถสกายแล็ปล่ะค่ะ แล้วแกก็เอาหลานชายหนุ่มๆ สองคนมานั่งคุยเป็นเพื่อนตอนทานข้าวและตอนดริ้งค์หลังอาหารกะเราด้วยจริงๆ อย่างที่พูดเอาไว้ เป็นหลานที่เป็นคนลาวจากฝั่งลาวโน้นอ่ะ ชื่อ “วง” และชื่อ “โส”


ว๊าย เป็นหนุ่มลาวที่หน้าตาคมสันมากๆ ค่ะ !!!!!


 

จริงๆ เรานัดลุงไว้ว่าตี 05.45 ให้เอารถมารอหน้าโรงแรมเลย เพราะเราจะไปใส่บาตรกันค่ะ แต่...แห่ะแห่ะ สงสัยเมื่อคืนจะกรึ๊บหนักมากไปหน่อย เลยตื่นซะ 7 โมงเช้าสบายใจ พระกลับวัดหมดแล้ว และลุงก็มารอจนกลับไปนอนได้อีกตื่นหนึ่งแล้วค่ะ


งั๊นว่าแล้วเราก็ข้ามไปเที่ยวฝั่งลาวกันดีกว่า ลุงสมพงษ์เสนอว่าให้ลุงพาไปละกัน เพราะญาติพี่น้องฝั่งโน้นลุงก็มีมาก เป็นสปอนเซอร์เลี้ยงข้าวเลี้ยงน้ำลุงแล้วกัน พวกเราก็เลยโอเคค่ะ


...................


ผ่าน ตม.ฝั่งไทยมาได้ก็ลงเรือกันค่ะ เพื่อข้าม “แม่น้ำโขง แม่น้ำสายนานาชาติสายหนึ่งของโลกที่มีความยาว 4,000 กว่ากิโลเมตร ผ่านธิเบต จีน พม่า ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม รวม 7 ประเทศ


ว่ากันว่าแม่น้ำโขงสายนี้ผ่านเรื่องราวและผู้คนมากมายบนสองฝากฝั่ง กระแสวัฒนธรรมมากมายไหลล่องขึ้นและลงไม่มีสิ้นสุดตราบวันนี้ค่ะ


 

เมืองที่อยู่ตรงข้ามกับนครพนมนี้ก็คือเมือง “ท่าแขก” ค่ะ ซึ่งอยู่ใน “แขวงคำม่วน” ของประเทศลาว มีภูเขาสลับซับซ้อนค่ะ และไม่ใช่เมืองที่เจริญมากเหมือนเมืองใหญ่เช่น “สะหวันนะเขต” แต่เมืองนี้จะเน้นที่ท่องเที่ยวแบบธรรมชาติซะมากกว่าค่ะ เช่น ภูเขาสูง หรือถ้ำที่สวยงาม และที่สำคัญ ผู้คนเมืองนี้มีอัธยาศัยไมตรีดีค่ะ


พอเราข้ามมา ลุงก็โทรให้ญาติลุงเอาสกายแล็ปลาวของฝั่งนี้มารับเราทันที พอเห็นหน้าคนขับกับคนที่นั่งมาด้วย ต๊ายยย คุณลุงนี่สงสัยตอนหนุ่มๆ จะหล่อเหลาเอาการอยู่นะคะ เพราะหลานอีกสองคนที่มารับนี่ก็หล่อคมสันอีกแล้วค่ะท่าน คนหนึ่งชื่อ “เวียง” เป็นน้องของ “วง” ที่อยู่ฝั่งไทยที่เมื่อคืนเจอ และคนขับก็หล่อเข้มไม่แพ้กัน พูดน้อย ชื่อ “บุนสี” ค่ะเป็นวัยรุ่นจ๊าบทั้งคู่ มันต้องอย่างนี้ซิ ค่อยเจริญตาเจริญใจหน่อย อิอิ


ดูเหมือนการเดินทางครั้งนี้จะเริ่มมีชีวิตชีวาแล้วค่ะท่าน คิกคิก



ตอนออกมาจาก ตม.ฝั่งลาว ก็จะผ่านเข้าเมืองของเค๊านะคะ ซึ่งอาคารบ้านเรือนแถวๆ นี้ จะเป็นตึกทรงสมัยอาณานิคมเก๋ๆ เริ่ดๆ ที่ฝรั่งเศสทิ้งร่องรอยไว้ให้มากมายนะคะ ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้เป็นอาคารราชการและโรงพยาบาลค่ะ


ชอบจริงๆ ตึกเก่าๆ เก๋ๆ แบบนี้ ทาสีเหลืองมัสตาร์ด ประตูและหน้าต่างเป็นสีน้ำเงินเข้ม ตัดกันฉึบฉับแสบทรวงจริงๆ กิ๊ปเก๋ซะไม่มีอ่ะค่ะ แต่จริงๆ พอเลยออกไปหน่อย ก็จะเป็นบ้านเรือนที่เป็นไม้แหล่ะค่ะ ไม้ดีๆ ทั้งนั้น ขนาดบ้านโทรมๆ เล็กๆ ยังดูรู้เลยว่าใช้ไม้ดีปลูกบ้าน ลาวมีป่าไม้เป็นทรัพย์ค่ะ


 

หลังจากนายบุนสี ขับรถออกมาสักแปร๊บนึง ก็มาแวะที่บ้านญาติลุงสมพงษ์ก่อนค่ะ นายเวียงแวะเอาตังค์กีบลาวที่บ้านด้วยค่ะ เพราะเราไม่ได้แลกเงินกีบไป ตาเวียงสุดหล่อจะออกเงินกีบให้เราก่อน แล้วค่อยมาคิดบัญชีกันตอนกลับค่ะ


แหม๋ ในบ้านกำลังตั้งวงญาติมิตรเล่นไพ่กันครึกครื้นเลยนะคะ


………………


ตอนรอในบ้าน เห็นแม่หญิงลาวคนนี้พึ่งคลอดลูกใหม่ๆ ลูกอ่อนโดนบังอยู่ข้างหลังนะคะไม่เห็นในภาพ ส่วนเด็กคนเสื้อแดงนี่คงจะคนโตน่ะ เราว่าแปลกเพราะเราพึ่งเคยเห็นการ “อยู่ไฟหลังคลอด” ชัดๆ แบบนี้เอง เค๊านอนบนแคร่ไม่ไผ่ แล้วมีฟืนรุมๆ อยู่ข้างล่างพร้อมกับมีหม้อต้มน้ำร้อนไว้ตลอดเวลาน่ะค่ะ


เอ แม่หญิงนี่จะเป็นเมียตาเวียง หรือตาบุนสีสุดหล่อหรือเปล่าก็ไม่รู้แฮ๊ะ ลืมถาม อิอิ


 

ถามสุดหล่อเวียง ว่าจะพาเราไปไหนเป็นที่แรก เวียงบอกว่าไป “ถ้ำปลาฝา” กันก่อนค่ะ ปลาฝา แปลว่า “ตะพาบน้ำ” นะคะ เคยมีคนเจอตะพาบน้ำตัวยาว 2 เมตรที่หนองน้ำใต้ถ้ำนี่ เลยชื่อถ้ำปลาฝา ค่ะ


จากตัวเมืองที่เราเริ่มต้น จนไปถึงถ้ำปลาฝานี้ เป็นระยะทาง 30 กิโลฯ ค่ะ และที่สำคัญ เป็น 30 กิโลฯ ที่เป็นทางลูกรังล้วนๆ ค่ะ กรี๊ดดดดดดดดด ทำไมไฮโซแบบนี้ค๊า


แต่มาถึงแล้ว ใครกลัวกันล่ะเนี่ยะ คิกคิก ก็ได้แต่คอยเอามือปิดหน้าเวลามีรถแซงหรือวิ่งสวนผ่านไปแล้วฝุ่นแดงมันตีคลุ้งน่ะ เหอเหอ เริ่ดซะไม่มีอ่ะ


 

ตำแหน่งที่ตั้งของถ้ำปลาฝานี่ คือ “บ้านนาข้างช้าง” นะคะ ค่อนข้างจะโดดเดี่ยวมาก ไม่มีบ้านคนเลย เรามานี่ไม่ได้จะมาดูตะพาบน้ำนะคะ อิอิ มาดูสิ่งสำคัญกว่านั้นค่ะ


เมื่อกลางเดือนพฤษภาคม 2547 นี้เอง ได้มีการพบถ้ำแห่งนี้ครั้งแรกค่ะ ภายในถ้ำที่ว่านี้ มีพระพุทธรูปโบราณล้ำค่าเป็นจำนวนนับร้อยๆ องค์ มีทั้งพระพุทธรูปที่ทำด้วยทองคำ เงิน ไม้ หิน และใบลาน กับทั้งยังมีวัตถุโบราณจำนวนมากวางเรียงกันอยู่ในถ้ำนี่ค่ะ น่าตื่นตาตื่นใจมาก (คล้ายๆ ถ้ำติ่งที่หลวงพระบางนะคะ)


 

ถ้ำที่พบพระอยู่บนหน้าผาสูง ซึ่งโดยปกติแล้วไม่เคยมีใครเข้าไปเป็นเวลานานนับร้อยๆ ปี มาแล้วนะคะ ชาวบ้านที่ไปพบถ้ำนี้เล่าว่าวันที่พบถ้ำเห็นค้างคาวใหญ่บินออกมาจากหน้าผา หลังจากหาทางขึ้นอยู่นานจึงได้พยายามไต่ไปตามเถาวัลย์ขนาดใหญ่ที่ขึ้นอยู่ตรงนั้นขึ้นไปดู ก็พบว่ามีถ้ำ พอคลานเข้าไปก็เห็นพระพุทธรูปประดิษฐานเรียงรายกันอยู่ในถ้ำ ภายในมีหินงอกหินย้อยสวยงาม


เรื่องนี้เป็นข่าวใหญ่ของแขวงคำม่วนในตอนนั้นทีเดียวเชียวล่ะค่ะ


 

เราได้ปีนขึ้นไปไหว้พระในถ้ำนั่นค่ะ ซึ่งมีการวางมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างยิ่งยวดเลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้ามถ่ายรูปเด็ดขาดค่ะ จึงไม่มีภาพภายในถ้ำมาฝากกัน สามภาพนี้ถ่ายจากตรงลานหน้าทางขึ้นถ้ำน่ะค่ะ อารมณ์ประมาณเหมือนลานจอดรถตามโบราณสถาน แล้วมีแม่ค้ามาตั้งร้านขายของนักท่องเที่ยวน่ะค่ะ


แต่ของที่ขายน่ากลัวไปนิ๊สนึง อิอิ ประมาณพวกงูดอง ไม้ป่าหายากไว้สำหรับทำยา หรือดองเหล้า สมุนไพรต่างๆ รังผึ้งสดๆ และตัวกระรอกย่างค่ะ


 

หลังจากนั่งพักกันแถวๆ เชิงเขาจนหายเหนื่อยแล้ว เราก็ควบสกายแล็ปโต้ลูกรังปุเลงๆๆ กินฝุ่นดินแดงกันมาอีก 30 กิโลฯ เพื่อเข้าเมืองไปหาอะไรทานกันที่ “ตลาดสุขสมบูรณ์” ค่ะ


ตลาดนี้ก็เป็นเหมือนประมาณชุมทาง-ท่ารถอะไรแบบนี้อ่ะค่ะ เห็นมีรถจอดรอให้ขึ้นเพื่อไปถึงเวียดนามด้วย และก็มีร้านขายของอารมณ์ประมาณตลาดอินโดจีน น่ะค่ะ รองท๊งรองเท้า ยกทรง เสื้อผ้า ชุดทหาร ของเล่นเด็กๆ และสบู่แชมพูต่างๆ


เราแวะทานข้าวกันที่นี่ เราทานเฝอเนื้อ ส่วนลุงสมพงษ์และหนุ่มๆ ทั้งสอง สั่งเป็นก้อยกับข้าวเหนียวค่ะ ปั้นจกกันเป็นที่น่าเจริญอาหารจริงๆ ทานเสร็จ หนุ่มเวียงก็จ่ายเป็นเงินกีบไปก่อนค่ะ หลายหมื่นกีบอยู่ อิอิ


 

ทานอาหารแล้วต้องมีเครื่องดื่มเล็กน้อยค่ะ แทบจะเป็นโลโก้ของเมืองลาวไปซะแล้วเนี่ยะ อิอิ ใครๆ ก็รู้จัก “เบยลาว” ขวดละ 25 บาท หรือ 6,650 กีบลาวค่ะ


พูดถึงเบียร์ นึกถึงเมื่อคืนที่ฝั่งไทยค่ะ หลังทานอาหารที่ร้านลุงซึ่งมีสองหนุ่ม วง กับ โส มานั่งคุยและเป็นเพื่อนดื่มเบียร์ด้วยกันนั้น เราเข้าไปดื่มกันต่อที่ตรงเก้าอี้นอนของโรงแรม ตรงระเบียงใกล้สระว่ายน้ำ ริมแม่น้ำโขงค่ะ น้ำโขงนิ่งและสงบราบเรียบราวแผ่นกระจก มีเสียงเพลงแผ่วๆ ลอยตามลมมาจากฝั่งลาว ซึ่งคงเป็นร้านอาหารริมน้ำอะไรสักอย่าง แสงไฟจากฝั่งลาวเป็นประกายพราวระยับอยู่ริมโขง อากาศเริ่มหนาวกำลังดี เรามีผ้าผวยไหมทอมือเก๋ๆ จากอำเภอบ้านเขว้า จังหวัดชัยภูมิ มาห่มไหล่พองาม ดูไฮโซ๊ไฮโซ คิกคิก


ดริ้งค์กันไป ชมดาวไป คุยกันไปกับสองหนุ่มจากฝั่งลาวนั่น จุ๊กๆ จิ๊กๆ น่าโรแมนติกไม่หยอก คุยไปคุยมาวกมาเรื่องวัดพระแก้วได้ไงไม่ทราบ เลยพาลคุยไปถึงเรื่อง พระแก้วมรกต ว่าเป็นของใคร ไทยหรือลาว คุยไปคุยมากลายเป็นเถียงกันแย่งความเป็นเจ้าของเท่านั้นแหล่ะค่ะ สาวไทยกับหนุ่มลาวก็เลยวงแตกแยกกันกลับขึ้นไปนอน


กร๊ากกก


 

ออกมาจากตลาดสุขสมบูรณ์ นายบุนสีพาเราไป “วัดจอมทอง” ค่ะ ซึ่งก็เป็นวัดใหญ่ และสำคัญของที่นั่น เห็นว่าเป็นวัดที่มีเณรมากที่สุด จะเป็นโรงเรียนของเณรโดยเฉพาะด้วยหรือยังไงก็ไม่ทราบ แต่เยอะจริงๆ ค่ะ


ส่วนข้างๆ วัด เป็นโรงเรียนเด็กเล็กๆ ฝาเป็นไม้ไผ่ ไม้กั้นระหว่างห้องแตกขาดเป็นรูโหว่ กระดานดำวิ่นๆ หลังคาสังกะสี เห็นเด็กๆ วิ่งเล่นกันเต็มไปหมด เลยเข้าไปขอคุณครูในนั้นถ่ายรูปค่ะ คุณครูก็ใจดีอนุญาต น่ารักที่สุด


 

และที่น่ารักมากๆ ยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด ก็คือน้องๆ เด็กๆ ลาวนี่น่ารักมากๆ และคงจะชอบเข้ากล้องไม่น้อย เพราะแป๊บเดียวเท่านั้น รุมเข้ามาในห้องเรียนห้องนี้เต็มไปหมด น่าจะประมาณ 50 กว่าคน แย่งกันเข้ากล้องทั้งนั้น ไม่มีการอายใดๆ เลย พอถ่ายเสร็จส่งให้ดูภาพจากหลังกล้อง แย่งกันดูก็หัวเราะคิกๆ คักๆ ม่วนกันขนาด


 

ตอนถ่ายไป ก็คุยไป รู้เรื่องมั่งไม่รู้เรื่องมั่ง แต่ก็เข้าใจกันได้ดี วัดได้จากรอยยิ้มและการรุมกันเข้ากล้อง ผลักเล่นกันหน้าแทบทิ่มเข้ามาในเลนส์เลยล่ะค่ะ อิอิ แถมตอนจะกลับ ยกโขยงทั้งขบวนมาโบกมือส่งถึงรถเลยล่ะค่ะ เราเลยลืมตัวไปช่วงหนึ่ง นึกว่าเราเป็นนางงามจักรวาล “พี่โป๋ยรักเดะๆ ค่ะ” คิกคิก


 

แล้วเราก็เดินทางต่อไปยังสถานที่สำคัญที่สุดอีกที่หนึ่งของแขวงคำม่วนกันนะคะ เป็นปูชนียสถานที่สำคัญ และเป็นที่รู้จักกันดีของคนลาวและคนไทย คือ “พระธาตุศรีโคตรบอง” ค่ะ ห่างออกไปจากตัวเมืองท่าแขกประมาณ 6 กิโลฯ ค่ะ


คนลาวเรียกที่นี่ว่า “ทาดสีโคด” เราเข้าไปไหว้พระขอพร และเสี่ยงเซียมซีกันด้วยค่ะ โดยคำทายจะเขียนเป็นภาษาลาวไว้ที่ผนัง เราอ่านเองไม่ออก ต้องให้นายเวียงมาอ่านและตีความให้ฟัง ซึ่งก็ออกมาดีๆ กันทั้งสามคน คิกคิก สมพรปากรับไว้ค่ะ


อันที่จริงการที่ “ได้มา” เที่ยวในทริปครั้งนี้ ก็เหมือนคำพรที่ดีที่สุดแล้วล่ะค่ะ การได้มาเที่ยวกับเพื่อนสนิทที่เข้าใจกัน ท่ามกลางมวลมิตรที่เป็นผู้แปลกหน้าต่างชาติต่างภาษาในเวลาอันสั้นๆ แต่เป็นมิตรที่ดีต่อกัน ณ เวลาหนึ่ง ไม่มีอะไรจะดีไปกว่านี้อีก


 

เราปิดทริปของการท่องเที่ยวครั้งนี้กันที่ “ทาดสีโคด” นี่ค่ะ จัดการจ่ายเงินไทยคืนให้นายเวียงเป็นค่าอาหารและเครื่องดื่ม ค่าบายศรีดอกไม้และธูปเทียนสำหรับไหว้พระ และค่าเข้าชมถ้ำเป็นเงินทั้งหมด 600 บาท และค่ารถ + น้ำมัน 400 บาท และแถมให้ไปอีกคนละ 100 บาท รวมแล้วใช้เงินไปทั้งหมดวันนี้เป็นสกุลเงินกีบ 345,800 กีบค่ะ ดูร๊วยรวย ไฮโซ๊ไฮโซ เนอะอ้ายเนอะ


ขอบคุณนะคะทีมงาน “ลุงสมพงษ์ โปรโมชั่น แอนด์ หลานๆ” สำหรับมิตรภาพทั้งหมดทั้งมวลที่มีจากช่วงเวลาแห่งการพบกันสั้นๆ ในชีวิต ไม่ได้ให้สัญญาไว้ว่างานไหลเรือไฟตอนออกพรรษาปีหน้าจะไปเยือนนครพนมอีกหรือเปล่า 


แต่เมื่อคืนนี้แอบได้ยินคุณนงค์นารีกระซิบเบาๆ กับน้องโส สุดหล่อ ว่าเดือนเมษายนพอสันทรายในแม่น้ำโขงโผล่ในปีหน้า จะมาเจอกันนะจ๊ะ ฮี่ฮี่ฮี่


 

เมื่อปล่อยวางหัวใจดวงเดิมที่จากเราไปแล้ว ก็ไม่เหลือหัวใจใดๆ ไหนอื่นที่จะต้องตามหาอีก...


ขอบคุณพจน์และนงค์เพื่อนรักนะคะ ที่ร่วมทริปด้วยกันอย่างมีความสุข ม่วนซื่นจริงๆ 
ขอบคุณใบหน้าที่แต้มรอยยิ้มทุกใบหน้าทั้งที่นครพนม และแขวงคำม่วนค่ะ


ถึงการเดินทางครั้งนี้ ไม่ได้ศิวิไลซ์โก้เก๋ แต่ออกจะขรุขระ ทุรกันดาร กระเด็นกระดอนและเปื้อนไปด้วยฝุ่นแดงเสียด้วยซ้ำ แต่เราได้รับรู้แล้วล่ะ ว่าการที่เราจะเปลี่ยนฝุ่นผงพงป่า ให้กลายเป็นพนาสวรรค์ ก็ด้วย “มิตรภาพและรอยยิ้ม” เท่านั้น...


เพียงแค่นี้... สวรรค์บนดิน ก็เหมือนจะมาอยู่เหนือสองฝั่งฟากแม่น้ำโขงนี่เอง



ขอได้รับความขอบใจหล๊ายยยยย หลาย จาก มหาเทวี โปรดักชั่น อิอิ
จะคิดฮอดสูเจ้า จนกว่าเฮาสิมาผ่อกันใหม่...


ส ะ บ า ย ดี ค่ ะ

โดย กำปงพิราเทวี Oknation blog

*********************
ขอบคุณข้อมูลทั้งหมดจาก
ประชาชาติธุรกิจ
Oknation blog
tripdeedee.com
youtube

เรียบเรียงโดย dogTech uAsean.com

 
 

เกี่ยวกับประเทศ

 

dogTech
ชม 38,767 ครั้ง
 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง


สงวนลิขสิทธิ์ © 2556 uAsean.com มหานครอาเซียน Developed By Upbean