ลบ แก้ไข

ประเทศสิงคโปร์และมาเลเซีย จับมือกันกระตุ้นเศรษฐกิจ

ประเทศสิงคโปร์และมาเลเซี
aseanwatch.org

เงื่อนไขทางเศรษฐกิจบีบให้"มาเลเซีย"-"สิงคโปร์" กลายเป็นคู่หูจำเป็นโดยมีเขตพัฒนาตอนใต้ "อิสกันดาร์"เป็นเครื่องมือกระตุกการเติบโตร่วมกัน

ที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่าง "มาเลเซีย" และ "สิงคโปร์" มีทั้งหวานและขม แต่ดูเหมือนเขตพัฒนาทางตอนใต้ของมาเลเซีย "อิสกันดาร์" อยู่บนคาบสมุทรยะโฮร์ที่กั้นกลางระหว่าง 2 ประเทศ กำลังทำหน้าที่ถักทออนาคตร่วมกันของทั้งคู่ ซึ่งถูกเงื่อนไขทางเศรษฐกิจชักพาให้เป็น "คู่หูจำเป็น" ทั้งยังเป็นการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ด้วย

เมื่อปีที่แล้ว ทั้ง 2 ประเทศสามารถแก้ปัญหาขัดแย้งเรื่องกรรมสิทธิ์รางรถไฟที่ยืดเยื้อมานานปี หลังมาเลเซียถือกรรมสิทธิ์ที่ดินของการรถไฟที่กินลึกเข้าไปในดินแดนของสิงคโปร์ ตั้งแต่แยกประเทศออกจากกัน ทำให้ปัจจุบันทั้งคู่หันมาพัฒนาโครงการร่วมกันในเขตอิสกันดาร์ หนึ่งในโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ของโลก ซึ่งมีทั้งนิคมอุตสาหกรรม ท่าเรือ และการท่องเที่ยว มูลค่า 2.8 หมื่นล้านดอลลาร์

ท่ามกลางการเติบโตของพี่เบิ้มอย่างจีนและอินเดีย ประเทศอาเซียนเริ่มหันมารวมกำลังกันด้านทรัพยากร ทั้งที่ดิน แรงงาน เงินทุน สำหรับมาเลเซีย อิสกันดาร์เป็นโอกาสที่จะช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยสดใสนัก รวมถึงเป็นโอกาสสำหรับแรงงานที่มีการศึกษาและผู้ประกอบการ

เพราะมาเลเซีย กำลังยืนอยู่บนทางแพร่ง เศรษฐกิจที่เคยเติบโตเฉลี่ย 9% เมื่อยุค 1990 กระทั่งถึงช่วงวิกฤตการเงินเอเชียเมื่อปี 2540-2541 ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ เศรษฐกิจแดนเสือเหลืองเติบโตราว 5% ขณะที่การผลิตน้ำมันและก๊าซก็ลดลงจากที่เคยเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญในอดีต แม้แต่ตลาดหุ้นมาเลเซียที่เคยเนื้อหอมมากสำหรับนักลงทุน กลับตามหลังเพื่อนร่วมภูมิภาคอย่างอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์

สำหรับฟากสิงคโปร์ ก็มีเหตุผลที่ดีในการสนับสนุนโครงการของเพื่อนบ้านทางเหนือ เพราะการเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็วตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาที่ดินและต้นทุนแรงงานพุ่งสูงขึ้นมาก กระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของแดนลอดช่อง นิคมอุตสาหกรรมในอิสกันดาร์จึงเป็นตัวช่วยที่จะลดต้นทุนที่ดินลง 1 ใน 3 และกระตุกค่าจ้างด้านการผลิตลงเกือบครึ่งหนึ่ง

ทุกวันนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างมาเลเซียและสิงคโปร์อยู่ในลักษณะความจำเป็นทางเศรษฐกิจ หลังจากแยกตัวออกจากกันตั้งแต่ปี 2508 และมีความบาดหมางกันทางประวัติศาสตร์ ขณะที่กฎระเบียบของมาเลเซียก็เริ่มผ่อนคลายจากเดิมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ จากเดิมที่เคยสงวนสิทธิ์ให้ชาวมาเลย์ ไม่ว่าจะเป็นที่นั่งในมหาวิทยาลัย หรือการกำหนดให้บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ขายหุ้น 30% แก่บุคคลสัญชาติมาเลย์

อิสกันดาร์ จะเป็นหลักไมล์สำคัญ เพราะโมเดลของโครงการนี้ไม่กำหนดโควตาผู้ถือหุ้นชาวมาเลย์ในการดำเนินธุรกิจ เพื่อดึงดูดอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งบริการการเงิน การศึกษา การท่องเที่ยว และสุขภาพ ซึ่งกรรมการผู้จัดการของคาซานาห์ เนชั่นแนล เบอร์ฮัด กลไกการลงทุนเพื่อความมั่งคั่งของมาเลเซีย "นายอัซมาน มอคห์ทาร์" มองว่า ถ้าหากอิสกันดาร์ได้ผล ก็อาจถูกนำไปใช้มากขึ้น

ถึงแม้การขยับดังกล่าวซึ่งเกิดขึ้นในยุคของนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค อาจเปิดช่องให้พรรคฝ่ายค้านโจมตี แต่การณ์กลับตรงกันข้ามเมื่อนักการเมืองฝ่ายค้าน ซึ่งนำโดยนายอันวาร์ อิบราฮิม ก็มองว่าน่าจะเป็นประโยชน์ในระยะยาว

น่าสนใจว่า โครงการนี้มีความได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์ เพราะมีท่าเรือ 2 แห่งที่อยู่ระหว่างช่องแคบมะละกาและทะเลจีนใต้ เท่ากับนั่งทับศูนย์กลางการค้าโลก โดยมีท่าเรือตันจง เปเลพาส ที่มีปริมาณขนส่งตู้คอนเทนเนอร์หนาแน่นเป็นอันดับ 16 ของโลกในปี 2553 อยู่ทางตะวันตก รวมถึงโครงการคอนโดมิเนียมที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดตลอดชายฝั่งเขตอิสกันดาร์ ซึ่งลูกค้าชาวสิงคโปร์ต่างจับจองเป็นจำนวนมาก เพราะราคาถูกกว่าเกือบ 1 ใน 3 เมื่อเทียบกับในสิงคโปร์

ประธานบริหารของซิตี้กรุ๊ป มาเลเซีย "ซานจีฟ นานาวาติ" ให้ความเห็นว่า หากการเชื่อมโยงด้านการขนส่งระหว่าง 2 ประเทศพัฒนากว่านี้ เช่น การสร้างสะพาน หรือรถไฟฟ้าข้ามแดน จะยิ่งทำให้โครงการอิสกันดาร์บูมมากขึ้น

แต่การแบ่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ก็อาจไม่เพียงพอจะการันตีความสำเร็จของโครงการนี้ แม้สองประเทศยังต้องพึ่งพากันและกัน เพราะสิงคโปร์ ก็ต้องการยางพาราและแร่ดีบุกจากเหมืองในมาเลเซีย เพื่อเติมเต็มเศรษฐกิจ ขณะที่มาเลเซีย ก็ต้องการจุดแข็งของสิงคโปร์ ในเรื่องการเงินการธนาคาร แต่หากความสัมพันธ์ของทั้งคู่มีเหตุไม่ราบรื่น ก็อาจส่งผลให้โครงการอิสกันดาร์สะดุด ซึ่งจะสร้างความเสียหายให้กับมาเลเซียมากกว่า



เรียบเรียงโดย KERO uAsean.com
เนื้อหาอ้างอิงจาก  กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
 

เกี่ยวกับประเทศ

 

Editor Bow
ชม 7,388 ครั้ง
 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง


สงวนลิขสิทธิ์ © 2556 uAsean.com มหานครอาเซียน Developed By Upbean