ลบ แก้ไข

วิเคราะห์ SMEs อาเซียน ได้อย่างแยบยลเหลือเชื่อ

      

ผศ.ดร.ธนวรรธน์พลวิชัย รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและผู้อํานวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึง  แนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่จะค่อยๆ ปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้นโดยส่วนหนึ่งมจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ ภายใต้การนําของ ฯพณฯ พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีอีกทั้งวิเคราะห์สถานการณ์ SMEs ไทย และแนะการปรับตัวเพื่อก้าวสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

เศรษฐกิจไทยจะปรับตัวไปในทิศทางใดหลังจากการมีรัฐบาลใหม่ ?

      เศรษฐกิจไทยกําลังจะฟื้น ขณะนี้เศรษฐกิจไทยเองถ้าถามว่าดีหรือไม่ ล่าสุดที่เรามีข้อมูลก็ต้องกล่าวว่า เศรษฐกิจไทยตอนนี้ยังไม่ดีซึ่งวิ่งเข้าสู่กรอบ GDP ที่ 1.5 มากกว่าที่ 2% เพราะเศรษฐกิจดูค่อนข้างเงียบและฟื้นตัวช้า เศรษฐกิจเองก็มีสัญญาณที่ไม่ค่อยดีปัจจัยความเสี่ยงก็ยังมีก็คือ เศรษฐกิจโลกยังฟื้นตัวช้า การส่งออกก็ยังไม่เด่น ผสมผสานไปกับการท่องเที่ยวที่ยังไม่ค่อยดียังไม่ฟื้น ซึ่งก็คงจะมีจากหลายสาเหตุ หนึ่งก็คือความวุ่นวายของเราต่างชาติก็ยังกังวล และพอเรามีกฎอัยการศึกอยู่ในบางพื้นที่ ในทุกพื้นที่ก็ค่อนข้างจะทําให้ไม่มีนักท่องเที่ยวเข้ามามาก แม้ว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า จะพยายามยกเลิกกฎอัยการศึกในบางพื้นที่แต่ความไม่แน่นอน คือว่า ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ดังนั้นในแวดวงของการท่องเที่ยวก็จะมองว่า กว่าที่นักท่องเที่ยวจะเข้ามาฟื้นจริงๆ นั้น แทนที่จะเป็นในไตรมาส 4 แต่จะเป็นในไตรมาส 1 ปีหน้า

        พืชผลทางการเกษตรนั้น คสช. ออกมาพูดชัดว่าจะไม่มีการแทรกแซงราคา กระทรวงพาณิชย์เองก็พยายามที่จะชี้นําราคา แต่การชี้นําราคาก็อาจจะไม่มีประสิทธิภาพชัดเจน เพราะแค่ชี้นํา พืชผลทางการเกษตรหลักๆ นั้นก็จะมีข้าวกับยางพาราดิบ จะมีราคาค่อนข้างต่ํา และกําลังซื้อโดยทั่วในทุกจังหวัดมีกําลังซื้ออ่อน เนื่องจากราคาพืชผลหลักตรงนี้มีราคาต่ํา ที่สําคัญคือภาคการส่งออกของประเทศยังฟื้นไม่ดีปีนี้เราคาดว่าการส่งออกจะฟื้นใกล้เคียงที่ 1-1.5% ในการขยายตัว

       ทั้งหมดเป็นภาพที่ชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจนั้นยังไม่ดีและเรื่องที่พูดมาทั้งหมดตั้งแต่การเกษตร การท่องเที่ยวและการส่งออกนั้นจะส่งผลกับธุรกิจ SMEs เพราะในฐานะของ supply chain หรือว่าคนที่เป็นคนประกอบการหลักๆ สายของการท่องเที่ยวในสายของสินค้าการเกษตรนั้นส่วนใหญ่ก็จะเป็น SMEsต่างจังหวัด เพราะฉะนั้นเมื่อเศรษฐกิจของประเทศไม่ดีด้วยปัจจัยเหล่านั้น SMEs ก็จะมีเศรษฐกิจที่ไม่ดีตามไปด้วย ถ้าประเทศขยายตัวที่ 1.5-2% SMEs ก็จะขยายตัวน้อยกว่านั้นเล็กน้อยที่ 1.25-1.75% ซึ่งถือว่าขยายตัวไม่เด่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ขยายตัวไม่ดีคือ ธุรกิจขนาดเล็กจริงๆ

     ด้วยเหตุผลที่ว่า 1. สายป่านที่สั้น 2. ตลาดส่วนใหญ่ยังเป็นตลาดในประเทศ 3. ฐานลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าที่มีรายได้น้อย หรือมีรายได้ที่ไม่คงเส้นคงวาตามภาวะเศรษฐกิจ เพราะถ้าเป็นธุรกิจพวกM หรือ L นั้น ฐานลูกค้าส่วนหนึ่งก็คือคนที่มีเงินออมเยอะๆ คนที่มีเงินเดือนประจํา ฉะนั้น ฐานของ Mกับ L จึงมีฐานของลูกค้าที่ไม่มีผลกระทบมาก ในขณะที่ฐานของลูกค้าของ S นั้นคือ เกษตรกร ผู้รับจ้างรายวัน ซึ่งอาจจะไม่มีเงินล่วงเวลาจากการที่เศรษฐกิจไม่ค่อยดีดังนั้นกลุ่มของธุรกิจขนาดเล็กนั้นจะมีผลกระทบค่อนข้างสูง

      เพราะฉะนั้น เชื่อว่าเศรษฐกิจยังไม่ดีแต่ว่าไตรมาสที่ 4 พอมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ พล.อ.ประยุทธ์มานั้น เราคิดว่าจะมีความพยายามที่กระตุ้นเศรษฐกิจโดยเร็ว เพราะนโยบายเศรษฐกิจนั้นชัดเจนที่จะประกาศกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช. ) ก็ชัดว่า จะเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจโดยด่วน และส่วนใหญ่ก็รู้โจทย์ชัดเจนก็คือ 1. เน้นในเรื่องของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และเร่งเบิกจ่ายงบประมาณค้างท่อก็เอาเงินลงไปก็จะเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจได้ทันที 2. เน้นในเรื่องของการท่องเที่ยว เพราะฉะนั้นในเรื่องของการท่องเที่ยวก็จะมีการออก roadshow และในคําแถลงนโยบายก็เขียนไว้ว่าจะพยายามยกเลิกกฎอัยการศึกในบางพื้นที่ซึ่งนั่นก็หมายถึงกระบวนการในการเร่งเศรษฐกิจให้ฟื้น 3. พยายามที่จะดูแลสินค้าการเกษตรซึ่งเน้นเรื่องของการลดต้นทุนและดูแลเกษตรกรให้มีโอกาสในการมีรายได้ที่มากขึ้น 4. ลดอุปสรรคในการส่งออกพร้อมๆ ไปกับการเสริมการค้าชายแดน ฉะนั้นก็สามารถสังเกตเห็นได้ว่า นโยบายที่ออกมาต่างๆ นั้นค่อนข้างที่จะชัดและตรง เป็นแนวทางเชิงนโยบายที่จะเร่งฟื้นเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นเศรษฐกิจไทยน่าจะมีสัญญาณในการปรับตัวที่ดีขึ้นในช่วงของไตรมาสที่ 4 และปีหน้าก็หน้าจะมีฐานของการขยายตัวที่อยู่ในกรอบของ 4-5% ซึ่งก็จะผันผวนไปตามเศรษฐกิจโลก ซึ่งเม็ดเงินที่ลงจะเป็นการลงทุนของภาครัฐที่คาดว่าอย่างน้อยประมาณ 2-3 แสนล้านบาทในการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานในปีหน้า ซึ่งจะเป็นฐานของการสร้างรากฐานให้กับเศรษฐกิจ

       นอกจากนั้นก็จะเป็นปีของการรับ AEC เราก็เชื่อว่าธุรกิจเองนั้นจะมีฐานของการลงทุนเพิ่มเข้าไปอีก 1 แสนล้านบาทเป็นอย่างน้อย เพราะฉะนั้นเชื่อว่าฐานตรงนี้จะทําให้เศรษฐกิจเติบโตที่อยู่ในกรอบที่ใกล้เคียง 5% ซึ่งถือเป็นการเติบโตด้วย "นัย" ของการลงทุนเพื่ออนาคต

       SMEs ไทยทุกวันนี้ต้องปรับตัวอย่างไรบ้างในการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ? ถ้ากล่าวถึงธุรกิจ S ส่วนใหญ่ในการที่พัฒนาเป็น M ก็จะต้องมีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นคือ จะต้องมีลูกจ้างอยู่ที่ประมาณ 200 คน ซึ่งธุรกิจ S ของเรานั้นส่วนใหญ่จะอยู่ในภาคของการค้าปลีก จากสถิติภาพของการค้าปลีกและค้าส่งจะอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านราย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นขนาด S จริงๆ ขนาด M ก็มีอยู่เป็นหลักหมื่นราย เพราะฉะนั้นตัว S เองจะเป็นธุรกิจที่เด่นในจังหวัดของตนเอง และอีกอย่างก็จะเป็นประเภทร้านค้าเล็กๆ ซึ่งเป็นธรรมชาติที่สามารถประคองตัวอยู่ได้และจะมีล้มหายตายจากไปบ้าง แต่จะให้มีความโดดเด่นและประคองตัวกลับมาเป็น M นั้นมีไม่มาก จุดที่สําคัญก็คือ ถ้าดูจากภาพเราจะเห็นว่าบางครั้งตัว S เองไม่มีความประสงค์ที่จะขยายตัวเป็นขนาดกลาง มองว่าด้วยความพึงพอใจในธุรกิจตัวเองเขาจึงไม่พยายามที่จะขยายตัวไปตลาดข้างนอก ไม่พยายามทําธุรกิจแบบรุก แต่จะปักหลักอยู่กับที่ และประคองธุรกิจไม่ให้ทรุดตัวลงมากและค่อยๆขยายคิดว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ในประเทศไทยจะเป็นแบบนี

        ประเด็นที่สําคัญ คือ เรามีขนาด M ไปเป็น L และ S ไปเป็น M ยังน้อย สิ่งที่ภาคเอกชนพยายามที่จะทําก็คือ พยายามที่จะดันธุรกิจใหญ่ๆ ให้ "โกอินเตอร์" ไปอยู่ต่างประเทศ และทําธุรกิจขนาดกลางให้เป็นขนาดใหญ่แทน และทําธุรกิจขนาดเล็กให้เป็นขนาดกลางแทน ซึ่งตอนนี้คิดว่าเราไม่มีสถิติที่บ่งชี้ได้ชัดในการเปลี่ยนขนาดของธุรกิจ แต่ถ้าแบ่งกลุ่มธุรกิจก็จะบอกได้ว่าธุรกิจส่วนใหญ่พอใจในสถานภาพตัวเองและไม่ต้องการล้มหายตายจาก ซึ่งคาดว่าจะมีอยู่ที่ประมาณ 70-80% อีกกลุ่มหนึ่งจะเป็นธุรกิจที่ไม่พอใจในสถานการณ์ตัวเองซึ่งน่าจะอยู่ที่ประมาณ 20-30% แต่จะแบ่งเป็นธุรกิจที่ไม่สามารถทําให้ธุรกิจตัวเองดีขึ้นหรือจะมีแต่แย่ลง ส่วนใหญ่ธุรกิจเหล่านี้จะกําไรบ้างและอาจจะล้มหายตายจาก

       แต่อย่างไรก็ตาม ก็จะมีธุรกิจอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่พอใจในตัวเอง แต่พยายามที่จะขึ้น เช่น ใครก็ตามที่เข้าไปร่วมงานของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์อย่างกรมส่งเสริมการส่งออก กลุ่มที่พยายามเชื่อมกับสภาหอการค้าฯ สภาอุตสาหกรรมของจังหวัด พยายามที่จะออกroad show ไปพร้อมๆ กับหน่วยงานของรัฐ หรือไปทําการจับคู่ธุรกิจ กลุ่มนี้คือ กลุ่มเป้าหมายที่พยายามทะยานขึ้นไปข้างบน กลุ่มนี้คือกลุ่มที่เราต้องพยายามที่จะติดเขี้ยวเล็บให้เขาคิดว่ามีจํานวนอยู่พอสมควรจากที่เราเห็น แต่ว่าเราเองก็จะต้องหาทางในการพัฒนาและเกาะติดให้กลุ่มนี้ประสบความสําเร็จได้มากขึ้น

        ฉะนั้นแล้วกลุ่มนี้จะมีจํานวนไม่มาก และหากดูจากสถิติโลกแล้ว ก็ไม่ค่อยเห็นเช่นบริษัทของประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีที่เป็น SMEs และมาตั้งที่ประเทศไทย ส่วนใหญ่ก็จะต้องเป็นขนาดใหญ่และขนาดกลาง แต่ถ้าเป็นธุรกิจขนาดเล็กเข้าไปยังประเทศเพื่อนบ้าน บริเวณตะเข็บชายแดน ไปติดต่อธุรกิจที่ฮ่องกงแอฟริกาก็มีเช่นกัน แต่เป็นส่วนน้อย ซึ่งถ้าหน่วยงานของรัฐได้เล็งเห็นธุรกิจเหล่านี้ที่เขามีความต้องการอยากที่จะทะยานตัวเองขึ้นไป การ support คนกลุ่มนี้ก็จะทําให้เรามีธุรกิจขนาดที่เหมาะสมกับการที่เราจะ"โกอินเตอร์" เช่น เรามีธุรกิจขนาดเล็กที่เป็นพี่เลี้ยงขนาดเล็กได้เรามีขนาดกลางที่เป็นพี่เลี้ยงขนาดกลางได้เพราะฉะนั้นความสําคัญของทูตพาณิชย์ในประเทศต่างๆ จะมีความสําคัญมาก เพราะเขาสามารถจะเชื่อมและติดต่อกับธุรกิจเล็ก กลาง ใหญ่ ที่อยู่ต่างประเทศได้

         SMEs ที่ขยายไปตามตะเข็บชายแดนส่วนใหญ่จะมีโรงผลิตในประเทศ และส่งสินค้าไปขาย แต่หลังๆ เราจะเริ่มเห็นว่าเราจะย้ายฐานไปตั้งโรงงานเพื่อผลิตในประเทศเพื่อนบ้าน ไปใช้แรงงาน ไปใช้วัตถุดิบ เช่น การแปรรูปสินค้าเกษตร หรือการผลิตที่ต้องใช้แรงงานที่ตลาดต้องการ อย่างที่เคยเจอ คือการผลิตแท็งก์น้ํา ซึ่งต้องมีการขนการแบก ซึ่งจะไม่ดีที่ต้องเดินทางไกลต้นทุนสูง ฉะนั้นเขาก็เลยไปตั้งโรงงานผลิตแท็งก์น้ําที่เมียนมาร์ซึ่งตอนนี้จะเห็นว่าเทรนด์ของธุรกิจเริ่มที่จะตัดสินในการที่จะไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น เพราะ 1. ได้เข้าถึงตลาดทันทีและลดค่าขนส่ง 2. ใช้แรงงานของประเทศเพื่อนบ้าน 3. ได้สิทธิต่างๆมากมาย เพราะประเทศเพื่อนบ้านเขาให้สิทธิเหมือน BOI ก็จูงใจเรามากขึ้น ขณะเดียวกันถ้าผลิตและส่งออกต่อไปได้บางทีก็จะได้สิทธิ GSP สปป.ลาว กัมพูชา และเมียนมาร์เรานั้นไปมากขึ้น นี่คือไปเอาตลาดปัจจุบัน

        ส่วนการไปเอา "ตลาดอนาคต" คือ มุ่งไปสู่ตลาดของประเทศที่มีประชากรมากอย่างเช่นอินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์คือ ประเทศแห่งอนาคต เพราะประเทศไทยเรามีฐานประชากรที่น้อย ฉะนั้นสําหรับคนที่มองแบบ Mega trend ก็มองว่า ความโดดเด่นของฟิลิปปินส์จะแซงหน้าไทยเนื่องมาจากฐานประชากร ดังนั้น เราควรจะมองกรอบของ GMS ประเทศไทย สปป.ลาว เมียนมาร์และกัมพูชา ที่มีประชากรกว่า 150 ล้านคนให้เป็น "บริบท" ของไทย ทําให้ฐานตรงนี้แน่นทําให้รู้ว่าที่นี่ไร้พรมแดนจริงๆ

        ฉะนั้นการย้ายฐานมีอยู่ 2 อย่าง คือ การย้ายเพื่อเอาตลาดปัจจํบัน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าอุปโภค บริโภค สินค้าที่ต้องกินต้องใช้แต่ว่าถ้าจะย้ายไปเพื่ออนาคตในประเทศนั้น ก็ต้องมองว่าต่อไปประชากรของประเทศนั้นๆในอนาคตจะใช้อะไร อย่างท่ีอินโดนีเซียถึงแม้จะเป็นเกาะ แต่ด้วยประชากร 250ล้านคน ทําให้ญี่ปุ่นย้ายฐานการผลิตรถยนต์มาไว้ที่นี่นั้นเอง นั่นเป็นการเอาตลาดอนาคตของประเทศญี่ปุ่น

ขอบคุณที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

 

เกี่ยวกับประเทศ

 

Editor
ชม 1,823 ครั้ง
 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง


สงวนลิขสิทธิ์ © 2556 uAsean.com มหานครอาเซียน Developed By Upbean