ลบ แก้ไข

จัดระบบแรงงานต่างด้าว ให้พอเพียงพอเหมาะพอดี

 

     วิกฤติแรงงานส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมทำให้แรงงานจาก พม่า ลาว กัมพูชา หลั่งไหล
เข้ามาทำงานในประเทศไทย ส่งผลดีต่อภาคอุตสาหกรรม แต่ในทางตรงกันข้ามส่งผลกระทบทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความมั่นคง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่ไทยถูกกล่าวหามีส่วนเกี่ยวข้องกับ "ขบวนการค้ามนุษย์" ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศในสายตาสังคมโลก
 
    ดูเหมือนว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีประกาศ ฉบับที่ 70/2557 เรื่องมาตรการชั่วคราวในการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ ภายใต้หลัก 3 ประการ ดังนี้
1.
การดำเนินการต้องโปร่งใสและสะดวก
2.ลดค่าใช้จ่ายเพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่แรงงานต่างด้าวมากเกิน
สมควร
3.การปฏิบัติต่อแรงงานต่างด้าวต้องปฏิบัติอย่างเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย
 
     กระทรวงแรงงาน โดยกรรมการจัดหางาน (กกจ.) ตระหนักถึงความมั่นคงของชาติ และความ
ต้องการแรงงานต่างด้าวที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ แต่ไม่กระทบต่อการจ้างงานของคนไทย ตามนโยบายรัฐบาลที่ส่งเสริมให้คนไทยทุกคนต้องมีงานท า ที่ผ่านมามีแรงงานต่างด้าว รวมทั้งผู้ติดตาม (บุตรอายุไม่เกิน 15 ปี) มาจดทะเบียน ณ ศูนย์บริการจดทะเบียนแบบเบ็ดเสร็จ (โอเอสเอส) จำนวน 1,626,235 คน (พม่า 664,449 คน, กัมพูชา 738,947 คน, ลาว 222,839 คน) ซึ่งใบอนุญาตทำงานได้ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2558
 
    และเพื่อให้การจัดระบบแรงงานต่างด้าวมีความสมดุล "พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์"รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ให้นโยบายไว้ว่า "เราจำเป็นต้องมีแรงที่ "พอเพียง" เข้าสนับสนุนการ
ดำเนินการของภาคธุรกิจ โดยมีจ านวนที่ "พอเหมาะ" ที่สามารถควบคุมดูแลได้ และมีจ านวนที่ "พอดี" ที่ไม่สร้างผลกระทบต่อสังคมวัฒนธรรมสิ่งแวดล้อมของไทย" ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเมื่อวันที่ 3มีนาคม 2558 ตามข้อเสนอคณะกรรมการนโยบายการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน (กนร.) ซึ่งมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ซึ่งมี 3 ประเด็น แต่นำเสนอ 2 ประเด็นดังนี้
 
    ประเด็นที่ 1 การจัดระบบแรงงานต่างด้าวสัญชาติ พม่า ลาว กัมพูชา ที่จดทะเบียน ณศูนย์บริการจดทะเบียนแบบเบ็ดเสร็จ (โอเอสเอส) และสิ้นสุดการตรวจสัญชาติ วันที่ 31 มีนาคม 2558
ซึ่ง ณ ปัจจุบันมี 1.5 ล้านคน ซึ่งกำหนดแนวทางออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแรก ผ่านการตรวจสัญชาติแล้วภายในวันที่ 31 มีนาคม 2558 ซึ่ง ณ ปัจจุบันมี 1.5 ล้านคน ซึ่งกำหนดแนวทางออกเป็น 4 กลุ่มได้แก่ กลุ่มแรก ผ่านการตรวจสัญชาติแล้วภายในวันที่ 31 มีนาคม 2558 จะได้รับการตรวจลงตรา และได้รับการอนุญาตทำงานถึงวันที่ 31 มีนาคม 2559 และได้รับอนุญาตให้ทำงานได้ต่อไปอีก 2 ปี หลังสิ้นสุดการอนุญาตวันที่ 31 มีนาคม 2559
 
    กลุ่มที่สอง มีใบอนุญาตท างาน (บัตรสีชมพู) และยังตรวจสอบสัญชาติไม่แล้วเสร็จภายในวันที่
31 มีนาคม 2558 ต้องมารายงานตัวเพื่อขอรับบัตรใหม่ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน-30 มิถุนายน 2558 และขอรับใบอนุญาตทำงานซึ่งแรงงานกลุ่มนี้จะได้การผ่อนผันให้อยู่ในราชอาณาจักรชั่วคราวอีก 1 ปี ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2559 แต่ต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสัญชาติให้เสร็จ และเมื่อตรวจเสร็จจะได้รับการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรและอนุญาตทำงานต่ออีก 2 ปี เช่นเดียวกับกลุ่มแรก
 
    กลุ่มที่สาม ไม่มารายงานตัวเพื่อขอรับบัตรใหม่ และขออนุญาตทำงานภายในวันที่ 30 มิถุนายน
2558 จะถูกด าเนินการตรวจสอบ ติดตาม จับกุม และผลักดันส่งกลับตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด มี
ความผิดทั้งนายจ้างและแรงงานต่างด้าว และสุดท้ายกลุ่มผู้ติดตาม ต้องมารายงานตัวเพื่อขอรับบัตรใหม่พร้อมกับแรงงานต่างด้าว ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน-30 มิถุนายน 2558 ซึ่งจะได้รับสิทธิเช่นเดียวกับบิดาหรือมารดา หากไม่มาต้องดำเนินการเช่นเดียวกับกลุ่มที่สาม
 
    ประเด็นที่ 2 การแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในกิจการประมงทะเล กำหนดมาตรการทั้ง
ระยะสั้นและระยะยาว ดังนั้น การแก้ไขปัญหาระยะสั้น เปิดให้มีการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวใน
กิจการประมงทะเลในจังหวัดพื้นที่ชายทะเล 2 จังหวัด โดยนายจ้างจะต้องยื่นแบบแจ้งความต้องการจ้างแรงงานต่างด้าว และนำแรงงานต่างด้าวไปทำทะเบียนประวัติ ตรวจสุขภาพ และขออนุญาตทำงานตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน - 30 มิถุนายน 2558 ณ ศูนย์โอเอสเอส และในระหว่างนั้นจะต้องเข้ารับการตรวจสัญชาติ เมื่อผ่านการตรวจสัญชาติแล้วจะอยู่ในราชอาณาจักรได้อีก 2 ปี
 
   การแก้ไขปัญหาระยะยาว ได้มีการลงทะเบียนนายจ้างเพื่อรวบรวมความต้องการแรงงานประมง
และต้องรับสมัครแรงงานไทยเข้าทำงานก่อนจึงจะนำเข้าตามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยการจ้างแรงงานกับประเทศเพื่อนบ้าน (เอ็มโอยู) โดยมีสมาคมประมงแห่งปรเทศไทยเป็นผู้ประสานงาน ดูแลแรงงานประมงก่อนลงเรือ มีการปฐมนิเทศ ชี้แจงแนวปฏิบัติการทำงาน ออกตรวจติดตามเรือประมง และลงโทษหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย

 
 
   นอกจากนั้น ได้มีการจัดระบบแรงงานการจ้างคนต่างด้าวสัญชาติ พม่า ลาว และกัมพูชา เพื่อให้เข้ามาทำงานในลักษณะไป-กลับ หรือตามฤดูกาล ตามมาตรา 14 แห่ง พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 โดย ครม.มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2558 เพื่อรองรับจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษรองรับการก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 ตามที่คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) ซึ่งมี "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ในระยะแรกใน 5 จังหวัดพื้นที่ชายแดน ได้แก่ จ.ตาก 3 อ าเภอ, จ.สระแก้ว 2 อำเภอ, จ.สงขลา 1 อำเภอ,จ.ตราด 1 อำเภอ, จ.มุดาหาร 3 อำเภอ รวมทั้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนตามความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับ 3 ประเทศ เมื่อปี พ.ศ.2540 โดยอนุญาตให้เดินทางเข้ามาทำงานในตำแหน่ง "กรรมการ" และ"รับใช้ในบ้าน" เพื่อช่วยลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานในบริเวณพื้นที่ชายแดนที่ประกอบธุรกิจหรือทำการเกษตรบริเวณชายแดน
 
     แนวทางที่คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบเพื่อจัดระบบแรงต่างด้าวให้ "พอเพียง พอเหมาะ พอดี" ทำ
ให้ในการประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 28 ที่นครเจนีว่า ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2558 ประเทศไทยได้รับความชื่นชมจากนานาชาติ จากนโยบายการจัดระบบแรงงานต่างด้าว ส่งผลให้แรงงานต่างด้าวในประเทศไทยได้รับการคุ้มครอง และได้รับการบริการ   ทางสังคมอย่างทั่วถึง ตามหลักมนุษยชน เป็นเครื่องยืนยัน ประเทศไทยมีความจริงใจในการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : 
(ธีรพล ขุนเมือง รองอธิบดีกรมการจัดหางาน) (คม ชัด ลึก)


 
 

เกี่ยวกับประเทศ

 

Editor
ชม 2,675 ครั้ง
 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง


สงวนลิขสิทธิ์ © 2556 uAsean.com มหานครอาเซียน Developed By Upbean