ลบ แก้ไข

อาเซียน Business Forum

 


       เวียดนามประสบความสําเร็จในการส่งออกไปสหรัฐโดยแซงไทยไปแล้วในปี 2014 โดยสินค้าที่ส่งออกไปสหรัฐฯ ล้วนเป็นสินค้าที่ไทยก็ยังส่งไปสหรัฐฯเช่นเดียวกัน หากแต่ปริมาณเริ่มมีมากกว่า
ประเทศไทย โดยยอดส่งออกปี 2014 มีมากกว่าสามหมื่นล้านเหรียญ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ประเทศไทยไม่เคยทําได้เลยใน อดีตในการส่งออกไปสหรัฐฯ โดยดูได้จากสถิติย้อนหลังไป 30 ปีนอกจากนี้จะเห็นว่าอัตราการเจริญเติบโต ของการส่งออกของเวียดนามไปสหรัฐฯเป็นไปอย่างก้าวกระโดด (เส้นสีน้ําเงิน) แนวโน้มจะเพิ่มขึ้นในปี 2015 เพราะด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง อาทิค่าแรงที่ต่ํากว่า คนงานมีผลิตภาพ ที่สูงกว่า มีการลงทุนจากบริษัทจากสหรัฐฯ มากกว่า มีการลงทุนจากบริษัทจากยุโรปมากกว่า และการมีส่วนร่วมในการเจรจาเขตการค้าเสรีทีพีพี ส่วนของไทย (เส้นสีเขียว) แนวโน้มอาจลดลงไปในปี 2015 เมื่อเวียดนามส่งออกมากขึ้น จึงสมควรที่ประเทศไทยควรจะพิจารณาหาทางแก้ไขปัญหาความเสียเปรียบในการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯนับแต่เดี๋ยวนี้นอกจากนี้อีกประเทศได้แก่ประเทศมาเลเซียเองก็ส่งออกไปสหรัฐฯในปี 2014 มากกว่าสามหมื่นล้านเหรียญเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ปัจจัยอันหนึ่งเกิดจากประเทศสหรัฐมี การนําเข้าเพิ่มมากขึ้นทุกปีแม้ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ โดยในปี 2014 มีการนําเข้าจากทุกประเทศทั่วโลกมากถึง 241,437 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2013 ร้อยละ 2.2 ดูได้จากกราฟที่ 2 ที่แสดงสถิติการนําเข้าสินค้าตั้งแต่ปี 2009 ถึง ปัจจุบัน ประเทศต่างๆ ล้วนส่งออกไปสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเพียงแต่ไทยไม่ได้ส่งออกเพิ่มขึ้นในตลาดนี้เท่านั้น
 
       ส่วนตลาดยุโรป ไทยก็ส่งออกน้อยกว่าเวียดนามตั้งแต่ปี 2012 โดยดูได้จากกราฟที่ 3 ด้วย
เหตุผลคล้ายๆ กัน แต่ที่น่าสังเกต คือ ความชันของเส้นการส่งออกจากเวียดนามทีบ่งบอกว่าอนาคตจะส่งออกไปยุโรปมากกว่านี้เมื่อพิจารณาเวียดนามกําลังเจรจาเขตการค้าเสรีกับอียูและจะบรรลุข้อตกลงในไม่กี่เดือนจากนี้การส่งออกของ เวียดนามไปอียูจะได้เปรียบผู้ส่งออกไทยไปอีกมาก เพราะอัตราภาษีภายใต้ความตกลงนี้สินค้าเวียดนามเกือบ ทั้งหมดจะได้สิทธิภาษีนําเข้าเป็นศูนย์ซึ่งดีกว่าสิทธิที่ได้จากจีเอสพีเพราะสิทธิจีเอสพีลดภาษีให้เพียงประมาณร้อยละ 5 จากภาษีปกติลดแล้วก็ยังไม่เป็นศูนย์ แต่ภายใต้ความตกลงเอฟทีเอ ภาษีศูนย์จะทําให้สินค้าไทยมีราคาสุดท้ายที่แพงกว่าสินค้าเวียดนามอีกมากกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้โอกาสการส่งออกของไทยจะน้อยกว่านีั
 
 
       เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว บริษัทซัมซุงของเกาหลีตัดสินใจลงทุนประมาณ 9 หมื่นล้านบาท
ในเวียดนาม แทนความตั้งใจเดิมที่จะมาลงทุนในไทยได้ให้เหตุผลว่า เวียดนามมีค่าแรงถูกกว่า คนงานมีประสิทธิภาพสูงกว่า และการเมืองเวียดนามสงบกว่าในไทย เศรษฐกิจไทยตั้งแต่ปี 2543 ถึงปัจจุบันมีการเจริญเติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ร้อยละ 1.1 ต่ํากว่าสิงคโปร์ที่อยู่ที่ ร้อยละ 5.18 ในช่วงเวลาเดียวกัน
 
     ส่วนเวียดนาม การเติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ร้อยละ 6.13 ในช่วงเวลาเดียวกัน หากพิจารณาประเทศ
ไทยเป็นบริษัท ต้องยอมรับว่าบริษัทไทยกําลังไม่โตเมื่อเทียบกับบริษัทเวียดนาม ที่โตวัน โตคืน ปัจจัยที่สําคัญอย่างหนึ่งคือผู้บริหารบริษัท ถ้าผู้บริหารดีเก่ง บริษัทก็ชนะบริษัทคู่แข่งได้การเมืองไทย มีการเลือกตั้ง ที่มักได้ผู้บริหารส่วนใหญ่เป็นคนไม่มีความรู้ความสามารถพอ มักเป็นการแบ่งผลประโยชน์ของนักการเมืองที่มุ่งเข้ามาแสวงหา ความร่ํารวยให้ตนเอง ไม่คํานึงว่าตนเองมีความรู้ความสามารถหรือไม่ขอให้ได้ตําแหน่ง มีอํานาจ มีหน้ามีตา บางรายมุ่งเข้ามาโกงกิน ปล้นชาติได้ร่ํารวยก็เพียงพอ รู้แต่การเอาชนะนักการ เมืองฝ่ายตรงข้าม ประเทศชาติจะฉิบหายไม่เป็นไร สภาวการณ์การเมืองอย่างนี้มีมา ก่อนปี 2000 จนกระทั่งปัจจุบัน
 
 
    ทําให้คิดถึงปาฐกถาของท่านประธานาธิบดีลีกวนยูแห่งสิงคโปร์ที่ได้กล่าวไว้ในปี 2005 ว่า
"เทคโนโลยีและโลกาภิวัฒน์ส่งเสริมให้มีความสามารถในการแข่งขัน เท่าเทียมกันระหว่างนานา ประเทศเพราะสินค้าและบริการไม่ว่าจะผลิตที่ใด ก็จะเหมือนกัน ตําแหน่งที่ตั้งของประเทศ สภาพ ภูมิอากาศและทรัพยากรของประเทศไม่ใช่ปัจจัยที่สร้างความได้เปรียบอีกต่อไป แต่มีปัจจัยหนึ่งที่ ทําให้ได้เปรียบในการแข่งขันคือ จริยธรรมของผู้นําประเทศ รัฐบาลที่มีความซื่อสัตย์ประกอบกิจเพื่อประเทศชาติมีความสามารถ สร้างการทํางานของรัฐที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้และสร้างระเบียบกฎหมายที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของเหตุผล บนความถูกต้องที่ทุกฝ่ายคาดเดาได้และยอมรับได้เหล่านี้คือการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน"

     ขอขอบคุณข้อมูลจาก : (บัณฑูร วงศ์สีลโชติประธาน คณะกรรมการความยั่งยืนทางธุรกิจ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย) (กรุงเทพธุรกิจ)
 
 

เกี่ยวกับประเทศ

 

Editor
ชม 2,420 ครั้ง
 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง


สงวนลิขสิทธิ์ © 2556 uAsean.com มหานครอาเซียน Developed By Upbean