ต้องเตรียมพร้อมในทุกด้าน

      

 

 

       ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ "เออีซี" หลายคนคงมีคําถามว่าประเทศไทยมีการเตรียมความพร้อมไปถึงไหนแล้ว ถ้ามองในภาพรวม ก็ดูมีการตื่นตัวกันมากพอสมควร โดยเงื่อนไขสําคัญอันหนึ่งก็คือตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2559 ประเทศในอาเซียนทั้งหมด 10 ประเทศจะเปิดเสรีทางการค้ากัน เต็มรูปแบบ อัตราภาษีนําเข้าระหว่างประเทศในอาเซียนด้วยกัน จะลดลงเป็นศูนย์อาจมีผลกระทบต่อธุรกิจท้องถิ่นในแต่ละประ เทศ ซึ่งต้องแข่งขันทางการค้าระหว่างกัน

     ซึ่งนั่นเป็นภาพกว้างที่ฉายถึงความกังวลต่อความเปลี่ยน แปลงที่จะเกิดขึ้น แต่ยังมีเรื่องราวอีกหลายแง่มุมที่เราควรทําความ เข้าใจ เพื่อให้รู้จักเออีซีมากขึ้น และเกิดทัศนะคติที่ถูกต้องต่อเออีซี

     ประเทศไทยถือเป็นผู้ริเริ่มและผู้นําในบทบาทของอาเซียนในด้านต่างๆ รวมถึงการริเริ่มผลักดันให้เกิดเออีซีขึ้น โดยทุกๆ รัฐบาลที่ผ่านมา ได้ดําเนินนโยบายที่สนับสนุนกิจกรรมของอาเซียน มาโดยตลอด และเห็นได้ว่ารัฐบาลให้ความสําคัญกับการเตรียม ความพร้อมเพื่อเข้าสู่เออีซีในปี 2559 โดยจัดให้เป็นเรื่องเร่งด่วน ที่ต้องได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มรูปแบบ จึงพบว่าในปัจจุบันหน่วยงานทั้งภาครัฐเอกชน ประชาชน ทุกภาคส่วน ทุกองคาพยพ ต่างมีความตื่นตัวเพื่อหาความรู้ความเข้าใจ และสํารวจตนเองเพื่อ นําไปสู่การเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน


     กระแสความตื่นตัวในครั้งนี้จะเกิดขึ้นต่อเนื่องยาวนานไปจนกว่าจะสามารถปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ซึ่งคงกินเวลาอีกหลายปี

      แต่ในมุมกลับกัน ถ้าเรามองในความพร้อมของประเทศสมา ชิกอย่างประเทศกัมพูชา ซึ่งในปัจจุบันมีนโยบายในการต้อนรับทุกประเทศ ไม่ว่าจะมาลงทุนในขนาดไหนก็ตาม ไม่จําเป็นต้องรู้จักคนใหญ่คนโตในประเทศ และมีกฎหมายรองรับการลงทุนของชาวต่างชาต

     นางจีรนันท์วงษ์มงคล อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการ พาณิชย์) สํานักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ สถานเอก อัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ได้กล่าวแสดงความคิดเห็นในหัวข้อ "ศักยภาพและความพร้อมด้านการค้า การลงทุนและธุรกิจประกันชีวิตในกัมพูชา" ว่ากัมพูชามีความพร้อมและศักยภาพรองรับการลงทุน การค้า และการทําธุรกิจประกันชีวิต

     ในส่วนของการค้าระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งกัมพูชามีการ บริโภคสินค้าไทยเป็นจํานวนมากเนื่องจากมองว่าสินค้าไทยมีคุณ ภาพ ส่วนของการพัฒนาศักยภาพเพิ่มประสิทธิภาพของนักลงทุนผู้ประกอบการไทยจะต้องรักษาคุณภาพให้ได้ต่อเนื่อง โดยผู้ประ กอบการที่เข้ามาลงทุนในกัมพูชาควรทําประโยชน์ในพื้นที่ที่เข้า ไปลงทุนให้มากที่สุด และต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณอย่างสม่ําเสมอ อย่างไรก็ตาม การจะเข้าไปศึกษาว่ากัมพูชามีความต้องการสินค้าหรือต้องการอะไรบ้าง

     ส่วนการค้าชายแดนเชื่อมั่นว่าจะสามารถสร้างการค้าการขาย สร้างรายได้และขยายการลงทุนระหว่างประเทศเพิ่มมากขึ้น

     สําหรับการประกันชีวิตในกัมพูชา ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายรองรับ ซึ่งคาดว่ายังต้องใช้เวลาอีกหลายปีเนื่องจากชาวกัมพูชายังไม่นิยมกับระบบธนาคาร ประกันชีวิตที่มีในปัจจุบัน เปนเพ ็ ียงการประกันแบบเมื่อเสียชีวิตถึงจะได้เงินประกัน ไม่ได้ครอบคลุมทั้งหมด ส่วนของระบบรักษาพยาบาล ยังไม่ค่อย
ทันสมัย ต้องพึ่งประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ไทย เวียดนาม เป็นต้น

     นอกจากนี้การลงทุนของชาวต่างชาติเช่น จีน ที่เข้ามาลงทุนระบบไฟฟ้า สาธารณูปโภค แลกกับการอพยพคนมาอยู่ที่กัมพูชา ส่วนญี่ปุ่น เกาหลีการมาซื้ออสังหาริมทรัพย์ในกัมพูชา สามารถได้สิทธิ์ในการถือครองได้ 100% และสามารถถือครองโฉนดได้โดยไม่ต้องใช้นอมินี


     ในส่วนของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประเทศไทยจะต้องมีการปรับตัวและเตรียมความพร้อมรับมือกับนักลงทุนต่างชาติที่มีทั้งเงินทุนและเทคโนโลยีที่จะเข้ามาแข่งขันมากขึ้น เนื่องจากตลาดที่อยู่อาศัยในประเทศไทยยังมี
ราคาต่ํากว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างเช่นสิงคโปร์อยู่มาก

     นอกจากนี้ประเทศไทยเองยังตั้งอยู่ในภูมิศาสตร์ที่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค ซึ่งเหมาะต่อการเข้ามาลงทุนหรือประกอบธุรกิจเป็นอย่างยิ่ง และอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของประเทศได้ในระยะยาว ขณะเดียวกันก็จะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถออกไปแข่งขันหรือขยายธุรกิจในประเทศเพื่อนบ้านที่มีอัตราความต้องการที่อยู่อาศัยสูงกว่า พร้อมทั้งเกิดการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีและองค์ความรู้ใหม่ๆ กับนักลงทุนจากประเทศสมาชิกมากขึ้น

     เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมกับ "ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน" คงไม่ใช่เพียงเราหรือคนไทยคนใดคนหนึ่ง แต่ต้องเป็นทุกภาคส่วน ทุกคน ร่วมมือปรองดอง พัฒนาประเทศชาติให้มีความแข็งแกร่ง ซึ่งถ้าประเทศชาติขาดความเข้มแข็ง แล้วเราจะเอาไปสู้อะไรกับนานาอารยประเทศ 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : นสพ.ไทยโพสต์ 
 
โดย Editor
วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2558
พิมพ์หน้านี้